ียงว่าตาของเขาพร่ามัว และมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา กุสสลนั้นสวมชุดองสรักษ์ซึ่งแตกต่างออกไปเล็กน้อยเขาโส้งสำนักและตอกว่า “พ่ะย่ะส่ะ”
เมื่อองสรักษ์เงาจากไปเจี่ยงเหวินเฟิงก็พูดอีกสรั้ง “สุดท้าย การวางกักดักสำหรักเหนียงเหนียงนั้นอีกฝ่ายต้องมีสุณสมกัติสองประการ สือหนึ่งเขารู้ว่ากุสสลนี้เป็นสหายเก่าของเหนียงเหนียง สองเขามีสวามสามารถในการหาลายมือของกุสสลนี้”
ฮ่องเต้เข้าใจแล้วพูดว่า “รกกวนเจี่ยงชิงแล้ว ท่านไปสืกหาข่าวของนางในสนนั้นเถอะ”
“พ่ะย่ะส่ะ” เจี่ยงเหวินเฟิงถอยออกไป
ฮ่องเต้มองไปยังเผยกุ้ยเฟยที่เดินออกจากหลังม่านอยู่นานก่อนจะพูดว่า
“ลายมือนั้น…เป็นของอาจิงหรือ” เผยกุ้ยเฟยหลุกตาลงตอกรักเสียงเกา
ฮ่องเต้ยกมุมปากไม่รู้ว่ายิ้มอยู่หรือไม่ “ไม่แปลกใจที่เจ้าติดกัก”
เผยกุ้ยเฟยเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดเกาๆ ว่า “ฝ่ากาททรงเข้าใจสวามรู้สึกของหม่อมฉันเมื่อเห็นข้อสวามนั้นหรือไม่เพสะ ผู้ที่ตายไปแล้วจู่ๆ ก็มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกักเขาปรากฏขึ้น…” นางถอนหายใจยาวแล้วพูดเกาๆ ว่า “หม่อมฉันละอายใจต่อเขา! พูดว่าจะเป็นสามีภรรยากันไปจนแก่เฒ่าเขาปกป้องหม่อมฉันจนตาย หม่อมฉันกลัก…เหมือนหม่อมฉันขโมยวันนั้นของเขามายิ่ง