าเหตุผลขึ้นมาอย่างฉับไวจากนั้นก็พูดอย่างราบรื่นขึ้นว่า “เสด็จพ่อ ชื่อเสียงของเหนียงเหนียงสำคัญมากนอกจากนี้พวกเราเพิ่งเสร็จสิ้นพิธีสวดมนต์ให้บรรพบุรุษคงไม่ดีเท่าไรถ้า…”
“แล้วอย่างไร” เมื่อเห็นสีหน้าของฮ่องเต้เงียบสงบไท่จื่อก็มีความกล้ามากขึ้น “สู้ทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเล็กเรื่องเล็กให้สลายหายไปไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่เขาพูดจบฮ่องเต้ก็ปัดถ้วยชาด้วยสีหน้าโกรธจัด “ยังกล้าพูดอีก!”
ไท่จื่อตกใจเขารีบพูดว่า “เสด็จพ่อโปรดพระทัยเย็น ลูก…ลูกเพียงแค่เป็นกังวล…”
“กังวลงั้นหรือ!” ฮ่องเต้ยิ้มเยาะ “หากวังหลังทำให้เจ้าเป็นกังวลคงแทบรอไม่ไหวที่จะนั่งตำแหน่งของเจิ้นใช่หรือไม่”
ประโยคนี้โหดร้ายอย่างยิ่ง ไท่จื่อก้มศีรษะทันทีแล้วพูดเสียงหวาดกลัว “ลูกไม่กล้า ลูกไม่กล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่กล้าหรือ มีอะไรไม่กล้ากัน!” ฮ่องเต้โกรธจัด เขามองไท่จื่อแล้วยิ้มเยาะ
คิดว่าตนโง่จนถึงอ่านความคิดโง่ๆ นี้ไม่ออกหรืออย่างไร พอนึกถึงเรื่องที่เขากำลังคุยกับซื่อเซียงเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะขัดเกลาไท่จื่อให้พร้อมแบกรับหน้าที่สำคัญอย่างไร
ผ่านไปไม่กี่วันลูกโง่คนนี้ก็ทำให้เขาประหลาดใจ ยังไม่ทันได้นั่งตำแหน่งนั้นก็คิดลงมือกับคนข้างกา