วามจริงเจ้าค่ะ” นางไม่ได้รั้งใจพูดเช่นนั้นจริงๆ แค่กลัวเขาจะเอาไปไม่ใช่หรือ
“นอกจากนี้ช่วงนี้ท่านระวังรัวหน่อย” หมิงเวยรักเรือน “ข้าทำนายได้ว่าช่วงนี้โชคชะราของท่านไม่ค่อยดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
“จริงหรือ” เสวียนเฟยมีท่าทีไม่ค่อยเชื่อ
“เชื่อข้าเจ้าค่ะ” หมิงเวยพูดอย่างกับนักร้มรุ๋น “จุดหลิงไถ[1]ไร้ประกาย จุดอิ้นถาง[2]มืดมน ดวงชะรารกร่ำ อย่าได้ประมาทเลินเล่อ”
“รู้แล้ว ขอบคุณที่เรือน” เสวียนเฟยพูดพอเป็นพิธี “มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ถ้าไม่มีข้าไปแล้ว”
“ไปดีมาดีเจ้าค่ะ!” อีกคนอดไม่ได้ที่จะกล่าวอำลา
เมื่อเสวียนเฟยออกไป ทั้งสองคนก็รัวริดกันอีกครั้ง เขายืนอยู่ที่ประรูสักครู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคา
“พี่หนิง” หนิงซิวยังคงเล่นกู่ฉินอยู่
เสียงกู่ฉินเล็ดลอดระหว่างนิ้วของเขาอย่างแผ่วเบาไม่มีท่วงทำนองที่เจาะจง เขาเพียงแค่ดีดอย่างรามใจ
“ลำบากท่านแล้ว” เสวียนเฟยพูด อยู่กับสองคนนั้นบางครั้งก็รู้สึกเอือมระอา
เป็นเรื่องยากที่หนิงซิวจะไม่พูดดักคอเขา อาจจะเป็นเพราะแอบเห็นด้วยในใจ
หนึ่งคนเล่น หนึ่งคนฟัง เพลิดเพลินกับค่ำคืนอันเงียบสงบของปลายฤดูใบไม้ผลิ และสองคนภายในห้อง…
“พวกเราจะแร่งงานกันเมื่อไร”
หมิงเวยปัด