งผู้นั้นฝ่าบาทเห็นว่านางมีโชคชะตาที่ไม่ดีพอไม่เหมาะสมกับเจ้าอย่างยิ่ง นอกจากนี้นางเพิ่งถอนหมั้นจะพูดเรื่องการแต่งงานในช่วงนี้คงดูไม่ดี”
หยางชูเข้าใจความหมายของเผยกุ้ยเฟย แต่เขาไม่ถามอะไรมากเพียงแต่ขอร้องให้เผยกุ้ยเฟยช่วยพูดแทนเขา
เผยกุ้ยเฟยไม่รับปาก เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วหยางชูจึงขอตัวลา
เขารู้ว่าการกลับเมืองหลวงในครั้งนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะได้พบเผยกุ้ยเฟยบ่อยเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาไม่สามารถแสดงสีหน้าออกมาได้จึงได้แต่อำลาอย่างสงบ
เมื่อกลับมาที่จวนเขาก็เรียกอาหว่านให้ส่งจดหมายไปที่จวนตระกูลจี้ จากนั้นเขาก็เดินทางไปหาศิษย์พี่ที่นอกเมือง ตอนที่หนิงซิวจากเมืองหลวงเขาได้ลาออกจากสถานศึกษาหมิงเฉิงแล้ว เมื่อกลับมาก็ไม่คิดจะกลับไปสอน ตอนนี้จึงอาศัยอยู่ที่หลังเขาเสวียนตูกวัน
หมิงเวยเองก็เคยถามถึงที่มาของอาจารย์ลูกศิษย์และเสวียนตูกวัน หนิงซิวตอบเพียงว่า “เป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เสวียนตูกวันเป็นหนี้บุญคุณของท่านอาจารย์ปู่ของพวกเรา และเคยสัญญาว่าตราบใดที่อาจารย์ของพวกเรามีผู้สืบทอด พวกเราจะเป็นแขกคนสำคัญของเสวียนตูกวัน”
หมิงเวยฟังก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มีบางอย่างในความทรงจำส่ว