าไม่มีอะไรทานแน่นอนต่อให้หนีสำเร็จก็ต้องตายในไม่ช้า ดังนั้นกองทัพแคว้นฉีไม่ได้ส่งคนไปไล่ตาม แต่เร่งทำความสะอาดสนามรบ และซ่อมแซมป้อมปราการของเมือง
พวกเขาทั้งหมดรู้ว่าการแย่งชิงเนินกรวดกลับมาเป็นเพียงก้าวแรก แต่บททดสอบที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นยังไม่มาถึง พวกเขาต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามเดือนก่อนจึงจะมีโอกาสอยู่รอดได้
จนกระทั่งเที่ยงวันหมิงเวยถึงได้พบกับหยางชู หลังจากต่อสู้มาทั้งวันทั้งคืน เขาก็เอนกายพิงกำแพงและผล็อยหลับไป หมวกเกราะถูกถอดออกส่วนเสื้อเกราะบนตัวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดยังไม่ถอด
หมิงเวยไม่ได้ปลุกเขา และโบกมือให้อาสวนไปพักผ่อน อากาศหนาวเกินไปและมือของเขาเย็นเฉียบมาก หมิงเวยจับมือของเขาไว้นั่งลงปกป้องเขาอยู่ข้างกาย หยางชูไม่ได้นอนมานาน และเมื่อได้กลิ่นข้าวต้มที่ปรุงส่งกลิ่นหอมจึงตื่นขึ้น
เมื่อเห็นหมิงเวยปฏิกิริยาแรกของเขาคือการยิ้มเป็นผลทำให้แผลขยับจนต้องกัดฟันด้วยความเจ็บ
หมิงเวยรู้สึกขบขัน “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ท่านหลับไปเช่นนี้ไม่รู้เลยหรือว่าบาดเจ็บ”
หยางชูหันศีรษะชี้ไปที่ปกเสื้อ และพูดด้วยน้ำเสียงขอรางวัล “ตรงนี้ ข้าเจ็บมากเลย”
หมิงเวยเอนตัวไปดูและพูดว่า “แผลค่อนข้างยาวโชคดีที่เลือดหยุดไหลแล้ว หากขึ้นไปอีกเล็กน้อย คอท่านคงขาดไปแล้วเจ้าค่ะ”
หยางชูรู้สึกไม่พอใจ “ท่านไม่ปลอบข้า แต่ยังยินดียินร้ายไปกับความโชคร้ายของผู้อื่น”
“ยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่นอะไรกัน นี่ไม่ได้เรียกว่