นเลือดศัตรูไปมากเพียงใด เดิมทีข้าคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้มันแล้ว”
ครั้งหนึ่งเขาเคยบ่นท่านปู่ท่านย่าทั้งๆ ที่รู้ว่าสถานะของเขาน่าอับอายแล้วเหตุใดต้องสอนเขามากมายเพียงนี้ด้วย จนถึงตอนนี้เขาถึงได้ตระหนักถึงความรู้สึกของพวกเขาแล้ว
แม้จะไม่มีโอกาส แต่การเป็นคนที่มีประโยชน์ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรใช้หรอกหรือ
ความมหัศจรรย์ของชีวิตคือไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เดิมทีคิดว่าเมื่อเข้าตาจน รัตติกาลไร้แสง ไม่แน่ว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็อาจเจอเรื่องราวที่ดีที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนเป็นแสงบนขอบฟ้ายามรุ่งสางได้
หลังจากที่เขาสวมชุดเกราะแล้วก็มองไม่เห็นคราบของคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่แสนหยิ่งผยองอีกต่อไป กลับแทนที่ด้วยคราบแม่ทัพหนุ่มผู้กล้าหาญ หยางชูบอกลาพวกเขา
“ข้าจะระวัง พวกท่านอยู่แนวหลังสนใจเรื่องเกาทัณฑ์ให้ดี เมื่อเราล้อมเมืองระดมไพร่พลตีเมืองเสร็จพวกเราจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งตอนกลางคืน”
ห่างไกลออกไปมีคำสั่งให้รวมพล ไม่รอให้อาสวนเตือนเขาหมุนกายขึ้นนั่งบนหลังม้าว่างหยุนจุยแล้วขี่ออกไป
หมิงเวยมองหยางชูที่เดินจากไป และได้ยินหนิงซิวพูดว่า “เดิมทีข้าคิดว่าตนเองตามใจเขาไปแล้วรอให้เขาล้มเหลว และยอมแพ้ในสักวันหนึ่ง จากนั้นพาเขาไปจากที่นี่เพื่อทำให้คำขอสุดท้ายของท่านอาจารย์เป็นจริง ที่แท้ข้าคิดผิด นี่ต่างหากที่เป็นเส้นทางของเขา”
หมิงเวยยิ้ม “มันไม่ง่ายเลย