อะ พวกเรากลับไปรายงานจากด่านหนิงอี้น่าจะมาถึงแล้ว”
…………
เวลานี้กัวสวี่เองก็อยู่บนกำแพงเมืองเช่นกัน แต่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกับจงรุ่ย
เมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วมองไปยังทิศทางที่หยางชู และคนอื่นเดินทางออกไป หลานชายของเขาถามอย่างไม่แน่ใจ “ท่านลุงหก ท่านไม่ดีใจหรือ”
กัวสวี่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าแค่เดาไม่ออกคุณชายหยางคิดจะทำอะไรกันแน่”
หลานชายพูดว่า “เสี่ยงอันตรายฝ่าหิมะไปทางเหนือเช่นนี้คงไม่ได้เล่นลูกไม้อะไรหรอกใช่หรือไม่ อย่างไรที่นั่นก็เป็นแนวหน้า อีกทั้งหิมะตกหนักหากไม่ระวังก็ถือว่าเอาชีวิตไปทิ้ง” เขาพูดอีกว่า “ไม่คิดว่าคุณชายหยางจะเป็นคนชอบธรรมเช่นนี้ ขนาดตระกูลจงเองยังไม่กล้าส่งคนออกไปง่ายๆ แต่เขากลับอาสาออกไปทันที”
คิ้วของกัวสวี่ยังคงขมวดไม่หาย แม้แต่คำพูดดีๆ ของหลานชายยังทำให้เขาสงสัยมากขึ้น ช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้เป็นเวลาที่ดีที่จะซื้อใจผู้คนดูอย่างหลานชายของเขาสิ ติดตามเขามาทุกวันนี้ไม่มีความประทับใจต่อคุณชายหยางเลยสักนิด แต่กลับเริ่มพูดสิ่งดีๆ เกี่ยวกับตัวเขาแล้ว ผู้อาวุโสกัวสวี่หน้าใหญ่ผู้ถูกขังอยู่ในเมืองหลวงสงสัยทุกอย่างโดยสัญชาตญาณ
…………
การเดินบนหิมะเป็นเรื่องยากมากจากไป๋เหมินเซี่ยไปจนถึงเนินกรวด หากใช้ม้าเร็วใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งวัน แต่เดินเท้าพวกเขาใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะไปถึง
หยางชูถอนหายใจ “หากแม่ทัพจงถูกหิมะฝังจริงๆ ศพก็จะแห้งเป็นเวลาหลายวัน”
หมิงเวยพูดไปเรื่อย “ข้าเห็นว่ารอ