ละกำลังจะพูดต่อ แต่ถูกขัดจังหวะอีกครั้ง “พูดตามตรงไม่ใช่เพราะเห็นเนื้อในชามของข้าหรอกหรือพวกท่านตระกูลจงถึงเห็นอนาคตในเรื่องนี้เข้า”
หยางชูจี้ได้ถูกจุดเขาพูดต่อว่า “ไม่แปลกใจเลยที่ในอาณาเขตซีเป่ยไม่มีอะไรที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล ตอนนี้ข้ามาทำงานที่ซีเป่ยจะยอมให้พวกท่านก็ย่อมได้ พูดมาจะแบ่งกันอย่างไร”
“…”
สีหน้าของจงรุ่ยเดี๋ยวแดงเดี๋ยวคล้ำคำพูดเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร ฟังแล้วเหมือนกับว่าพวกเขาตระกูลจงจะเป็นโจรใหญ่ที่แย่งชิงดินแดน คุณชายหยางผู้นี้เติบโตขึ้นมาในเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัดเขาไปเรียนสำเนียงโจรมาจากที่ใดกัน
แต่เขาไม่สามารถโต้แย้งอะไรออกไปได้จงรุ่ยหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันสวมหมวกโจรแล้วพูดว่า “เท่าที่ข้าทราบมาคุณชายหยางได้นำขุนศึกจำนวนสามสิบกว่านายมาที่ซีเป่ย เมื่อมาถึงเกาถางได้ปราบปรามกลุ่มโจรไปไม่น้อยตอนนี้มีพร้อมทุกอย่างมีคนจำนวนสองสามร้อยคนที่ใช้งานได้จำนวนนี้ถือว่าน้อยเกินไป การปราบกลุ่มโจรนกน้อยทำรังแต่พอตัวจะดีกว่า อันที่จริงท่านจัดการบริหารเกาถางให้ดีก็ได้กำไร…”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบหยางชูก็ทุบโต๊ะ “อาสวน!”
“ขอรับ!” อาสวนเข้ามาหาในทันทีเหล่าขุนศึกที่เฝ้าอยู่ที่ประตูก็หันมามองเช่นกัน
“พวกเจ้าตายแล้วหรืออย่างไรมีคนข่มเหงรังแกนายของพวกเจ้า พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่”
จงรุ่ยที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนสีหน้าเปลี่ยนในทันที เขาตกใจในตอนแรก แต่เขาเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญที