วหันหน้าไปทางอื่น หมิงเวยหยิบกรรไกรออกมา และค่อยๆ ตัดเล็บของตนเอง “เจ้าไม่สนใจข้า ข้ารับประกันว่าหลังจากนี้จะไม่มีผู้ใดสนใจเจ้าอีก”
“…” อาหว่านหันกลับมาอย่างโกรธจัด “มาสนใจข้าทำไมกันข้าไม่ได้ขอร้องท่านสักหน่อย!”
หมิงเวยเหลือบมองนางแล้วตัดแต่งเล็บต่อ “มองหน้าเจ้าก็เห็นคำว่า ‘ไม่สนใจข้าจะโกรธ’ เขียนอยู่บนหน้าเจ้าแล้ว”
“ข้า…”
หมิงเวยพูดอย่างจริงจัง “ข้าจะบอกเจ้าว่าความโกรธเคืองมีขีดจำกัดแม้แต่เด็กยังร้องไห้เรียกร้องความสนใจขนาดก่อเรื่องยังทำให้คนรำคาญเลยเข้าใจหรือไม่”
จู่ๆ อาหว่านก็รู้สึกประหม่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร คุณชาย…”
หมิงเวยยิ้มปลอบใจ “ไม่มีอะไร ตอนนี้เขาไม่ได้โกรธเจ้าหรอก”
อาหว่านรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังประหม่าอยู่ ตอนนี้ยังไม่โกรธ แต่ต่อไปเขาอาจจะโกรธก็เป็นได้
หมิงเวยตบที่ว่างข้างกาย “มานั่งคุยกันเถอะ”
อาหว่านมองนางอย่างระแวดระวัง “ท่านคิดจะพูดอะไรกันแน่”
“ควรเป็นข้าต่างหากที่ถามเจ้า” หมิงเวยพูด “เจ้าโกรธเช่นนี้ต้องมีเหตุผลอยู่แล้วใช่หรือไม่ หากเจ้าไม่พูดออกมาผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไร ผู้อื่นไม่รู้ เจ้าผู้เดียวโกรธมากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าอารมณ์เสียเพื่อให้ผู้อื่นทำตามความต้องการของเจ้าไม่ใช่เพื่อทำให้ตัวเองขุ่นเคือง ดังนั้นเจ้าต้องใส่ใจกับทักษะเล็กๆ น้อยๆ เมื่อถึงเวลาหยุดก็ควรหยุดได้แล้ว”
“….”
หมิงเวยถามนางอีกครั้ง “เจ้าโกรธข้าใช่หรือไม่”
ครั้งนี้อาหว่านไม่ได้ปฏิเ