๋องเป็นก้างขวางคอพระองค์ก็ทราบและเบื่อหน่ายเขาเช่นกัน”
ขัดแย้งกันทั้งสองฝ่ายทำให้อันอ๋องได้เปรียบ…
หยางชูและหมิงเวยสบตากันประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนไปแล้วไท่จื่อและซิ่นอ๋องเริ่มต่อต้านกันตั้งแต่แรก แต่ผลลัพธ์ก็ดูไม่ต่างกัน
ประวัติศาสตร์ที่หมิงเวยรู้คือซิ่นอ๋องขึ้นครองราชย์ก่อน จากนั้นอันอ๋องก็แย่งชิงบัลลังก์ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าอันอ๋องได้บัลลังก์โดยตรงลดการเกิดสงครามดูเหมือนว่าจะเป็นการจบที่ดี
หากอันอ๋องไม่ใช่หลิงตี้ผู้มักมากในกามและไร้คุณธรรม…
หากอันอ๋องได้ขึ้นครองราชย์แม้จะช้าไปหลายปี แต่ประวัติศาสตร์ก็อาจยังคงอยู่บนเส้นทางการนองเลือดนั้น
“เรื่องนี้…ใกล้มาถึงหรือยัง”
หลิวกงกงส่ายหน้า “การปลดไท่จื่อเป็นเรื่องใหญ่ของแผ่นดินจะละเลยได้อย่างไร คุณชายสามสามารถวางใจได้ในขณะนี้”
หยางชูไม่สามารถวางใจได้พอส่งหลิวกงกงเสร็จเรียบร้อยเขาก็นั่งขมวดคิ้วไม่คลาย
หมิงเวยปลอบเขา “การปลดไท่จื่อไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับท่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไท่จื่อ ซิ่นอ๋อง หรืออันอ๋องล้วนเหมือนกัน ท่านไม่มีสิทธิ์รับสืบทอดต่อ พวกเขาสามคนผู้ใดได้บัลลังก์ไปผลลัพธ์ล้วนไม่ต่างกัน”
หยางชูยิ้มอย่างขมขื่น “พูดเช่นนี้หมายความว่าข้ากังวลไปประวัติศาสตร์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงสินะ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ ท่านก็เห็นว่าพวกเราเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่หรือ หากท่านต้องการรับตำแหน่งนั้นจริงๆ ท่านต้องกำจัดพวกเขาทีละคน อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็สำเร็จไ