“ท่านอาจารย์เรียนศิลปะแขนงต่างๆ ตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็ท่องยุทธภพเป็นผู้ที่ยึดมั่นในตนเองมาครึ่งชีวิตได้รับการยกย่องจากใต้หล้า คนเช่นท่านต่อให้ล้มเหลวก็ค่อยๆ กลายเป็นตำนานในยุทธภพได้ อีกทั้งยังสามารถมีชื่อเสียงเลื่องลือไปเป็นร้อยๆ ปี แต่ในตอนที่ท่านอายุสี่สิบท่านได้ตกหลุมรักคนผู้หนึ่งเข้า”
หยางชูถามออกไปว่า “นางเป็นจอมยุทธ์หญิงหรือ”
หมิงเวยนึกถึงหวีไม้ที่ท่านอาจารย์พกไม่ห่างกายแล้วตอบว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ นางเป็นแม่ม่ายที่ท่านอาจารย์ช่วยชีวิตไว้โดยบังเอิญ” หยางชูตกใจ
“แม่ม่ายผู้นั้น ตอนนางอายุสิบห้าได้แต่งงานกับบุตรชายที่ป่วยหนักของตระกูลที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งเพื่อปัดเป่าความโชคร้าย และในปีที่สองนางก็เป็นม่าย นางอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่บรรดาบุตรชายครอบครัวนั้นเกิดแย่งชิงสมบัติกัน กังวลว่านางจะกลับมาพร้อมกับทายาทจึงใส่ร้ายว่านางสวมหมวกเขียวให้สามี หญิงม่ายผู้หนึ่งแต่งงานเพื่อปัดเป่าความโชคร้ายซ้ำยังถูกใส่ร้าย นางจะมีทางใดให้ไปได้อีกหรือ นางหนีออกจากเรือนในตอนกลางคืน แต่ถูกไล่ตามทันจึงคิดกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย ท่านอาจารย์ที่ผ่านมาพอดีจึงช่วยชีวิตนางไว้ได้”
หยางชูค่อนข้างรู้สึกเหลือเชื่อ แต่งงานเข้าตระกูลที่ร่ำรวยจึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย สตรีจากครอบครัวที่ยากจนไม่แน่ว่าขนาดตัวหนังสือนางยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ แต่นางทำให้ปรมาจารย์แห่งชีวิตหวั่นไหวได้
“แม่ม่ายผู้นั้นไม่มีที่ไปท่า