หรอกเพราะระยะห่างไม่ใกล้พอ พวกเขายังมีหน่วยป้องกันยังมีวิธีการชุดใหญ่ที่จะจัดการธนูจากแคว้นฉี
แต่พวกหมิงเวยทั้งสามคนนั้นแทบจะเป็นยันต์เร่งตาย
นางกับตัวฝูได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่คนหนึ่งไม่สามารถโคจวรกำลังภายในได้ อีกคนใช้ร่างกายครึ่งส่วนไม่ได้ รวมทั้งบัณฑิตอ่อนแออย่างโหวเหลียงที่ไม่มีช่องว่างให้ต่อสู้เลย
ซูถูไม่รีบร้อนที่จะฆ่า หนึ่งคือฆ่าไม่ลง สองคือเพราะเขามีโอกาสที่แน่นอน ต่อให้มีทหารมาช่วยนางก็หนีไม่พ้น
โหวเหลียงขาสั่นไม่หยุด เขาจับว่าวไม่อยู่ตั้งนานแล้ว และว่าวก็ลอยไปไกลเสียแล้ว
“แม่นางหมิง พวกเรายังมีโอกาสมีชีวิตรอดอยู่หรือ” เขาถามอย่างหมดหวัง
“อาจมีนิดหน่อย” หมิงเวยตอบอย่างคลุมเครือ นางหันกลับไปมองหยางชู
ใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มอีกต่อไปแววตามืดมนรอบกายมีรังสีสังหารอย่างชัดเจน
“คุณชาย!” ขุนศึกทั้งสองยกโล่ขึ้น พวกเขาอยู่ไกลออกไปเล็กน้อย ถึงแม้จะอยู่ในเขตวิถีธนู แต่แรงธนูไม่ได้แรงมากอะไรขอเพียง…ไม่หาเรื่องใส่ตัวก็พอ
หยางชูพูดด้วยเสียงเบา “ทันทีที่ม้าซูถูล้มพวกเจ้ารีบเข้าไปหาพวกเขาหนีออกมา”
นี่คือการบังคับช่วยชีวิตผู้คน!
ขุนศึกทั้งสองถอนหายใจและกระซิบ “คุณชาย ทำเช่นนั้นมันอันตรายเกินไป”
“ใช่ขอรับ ท่านไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเช่นนั้น” หยางชูไม่ได้พูดอะไรแต่มือกลับดันกระบี่ออกมาแล้วหนึ่งชุ่น
แต่ถึงวรยุทธ์เขาจะแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยธนู วิ