งได้ด้วยคนผู้เดียว แต่หากสามารถฆ่าคนที่เป็นกุญแจสำคัญได้ก็อาจยืดเวลาได้อีกหลายปี…
องค์หญิงหย่งชิงพูด “ข้ารู้ดีว่าคงไม่สามารถเห็นภาพนั้นได้ ขอเพียงเจ้าสาบานว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะกวาดล้างแคว้นฉีกับแคว้นฉู่ให้เช่นนั้นวันนี้ข้าจะมอบตราประทับของพระเจ้าให้แก่เจ้า”
“เงื่อนไขมีแค่นี้หรือขอรับ” ซูถูถามอีกครั้ง
องค์หญิงหย่งชิงยิ้มอย่างหดหู่ “เท้าข้าข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในโลงศพแล้ว ยังต้องการอะไรอีก ไม่ว่าจะรุ่งโรจน์มั่งคั่งเพียงใดก็แค่เคยเพลิดเพลินไปกับมัน แต่ความเกลียดชังต่อบ้านเกิดทำให้ข้าไม่อาจหลับตาลงได้”
นางพูดจบก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ “ความเกลียดชังต่อบ้านเกิดงั้นหรือ” ซึ่งเต็มไปด้วยการเสียดสีประชดประชัน
องค์หญิงหย่งชิงมองหมิงเวย และถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหัวเราะอะไร”
“ข้าหัวเราะที่ท่านหลอกตนเอง” หมิงเวยมองนางด้วยความเห็นใจ “องค์หญิงมีความเกลียดชังต่อบ้านเกิดด้วยหรือ เอี้ยนโม่ตี้ส่งท่านไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเป่ยหู ตอนนั้นท่านอายุสิบกว่าปีซึ่งหัวหน้าเผ่าอินทรีเรียกได้ว่าสามารถเป็นปู่ท่านได้เลย พูดตามตรงก็คือเอี้ยนโม่ตี้นำบุตรสาวของตนเป็นของขวัญเพื่อติดสินบนหัวหน้าเผ่าอินทรีโดยหวังว่าเขาจะไม่สร้างปัญหาในช่วงเวลาสำคัญ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็เปลี่ยนเฉียนเอี้ยนล่มสลายเพราะไร้คุณธรรมและเสียสละบุตรสาว ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนได้ราชวงศ์เช่นนี้มีอะไรให้เกลียดชังกัน”
………….