งสาไปหน่อยนะ” ซูถูก้มหน้าไม่พูดอะไร
เขามีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์หญิงหย่งชิงเขากลับรู้สึกต่ำต้อยอย่างอธิบายไม่ถูก แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นหัวหน้าเผ่าหมาป่าหิมะแล้ว แต่เขาก็ยังจำได้อย่างชัดเจนว่าท่านย่ามองเขาด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม
หูเหรินก็คือหูเหริน
เขาโกรธในความเหนือกว่าของคนจงหยวน แต่ยิ่งเขาเข้าใจวัฒนธรรมของจงหยวนมากเท่าไรเขาก็ยิ่งเข้าใจช่องว่างได้ดีขึ้นเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เขาไม่สามารถยืดหลังตรงต่อหน้าองค์หญิงหย่งชิงได้ เขาเข้าใจจิตใจของท่านพ่อเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์หญิงหย่งชิงได้แล้ว
เพราะเขาในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น ทั้งรังเกียจและละอายใจ
องค์หญิงหย่งชิงมองเขาที่เป็นเช่นนี้แล้วยิ้มเยาะ “อยากจะถามอะไรก็ถามมา อย่าทำตัวเหมือนพ่อของเจ้าที่ทำตัวหัวหดไม่กล้าสู้หน้า!”
น้ำเสียงนี้ทำเอาซูถูโกรธไปชั่วขณะหนึ่ง เขาเป็นชาวหูเหรินแล้วอย่างไร เหตุใดถึงต้องโดนเหยียดหยามด้วยหูเหรินไม่มีศักดิ์ศรีหรืออย่างไร
เขาเงยหน้าขึ้นเกิดประกายไฟขึ้นในแววตาของเขา “ท่านต้องการอะไร ที่นี่คือที่พำนักของทวยเทพท่านยืมนามของทวยเทพมาใช้คิดจะทำอะไรกันแน่ขอรับ”
องค์หญิงหย่งชิงเห็นแววตาเช่นนั้นก็มีสีหน้าพอใจ “เช่นนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย คิดจะเป็นเจ้าแห่งทุ่งหญ้าก่อนอื่นต้องคิดว่าตนเองเป็นผู้นำเสียก่อน”
“ท่าน…”
องค์หญิงหย่งชิงเบนสายตามาทางหมิงเวย “ก่อนที่เราจะพูดเรื่องสำคัญคงต้องถามเจ้าก่อนคนผู้นี้เจ้าคิ