ะประสบความสำเร็จเช่นนี้เจ้าค่ะ”
นางหมายถึงเรื่องของราชวงศ์เว่ยตะวันตก แต่ซูถูที่ไม่รู้กลับส่ายหัว “เช่นนี้เรียกว่าสำเร็จอะไรกัน”
เขามองหมิงเวย “แม่นางหมิงดูเหมือนจะรู้สถานการณ์ของเผ่าหมาป่าหิมะของพวกเรา”
หมิงเวยยิ้ม “ปกติองค์ชายเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นซึ่งประจักษ์ชัดแจ้งอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นท่านไม่คิดหรือว่าพฤติกรรมของข้าเป็นการไม่ซื่อสัตย์และอกตัญญู”
หมิงเวยคิดว่าสำหรับคนที่คิดก่อการกบฏจะมาไม่ซื่อสัตย์หรืออกตัญญูอะไรกันนางจึงตอบไปว่า “แพ้เป็นพระ ผู้ที่ไร้ศีลธรรมจรรยาเฉกเช่นสัตว์เดรัจฉานมีสถานที่นองเลือดมากมายในประวัติศาสตร์จงหยวน ความจงรักภักดี และความกตัญญูถูกนำมาใช้ควบคุมขุนนางไม่ใช่เพื่อเรียกร้องตำแหน่งเจ้าแผ่นดินเจ้าค่ะ”
“ที่แม่นางกล่าวมาก็ถูก แต่น่าเสียดายที่เหตุผลนี้คนจงหยวนอย่างพวกท่านคงไม่เข้าใจ”
หมิงเวยพูด “ถ้าคนส่วนใหญ่เข้าใจคนก่อกบฏคงไม่มีมากมายเช่นนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“ก็จริง” ทั้งสองคุยกันอยู่ครู่หนึ่งและในที่สุดก็เข้าสู่หัวข้อถัดไป
หลังจากทานอาหารเสร็จหมิงเวยก็หงุดหงิดเล็กน้อย “องค์ชายมาหาข้าคงอยากคุยเรื่องที่ข้าไปที่จวนพระอาจารย์ช่างจื้อเมื่อคืนใช่หรือไม่ มีอะไรอยากถามก็ถามมาเถิดเจ้าค่ะ อีกสักพักข้าจะไปนอนกลางวัน”
เพิ่งตื่นยังจะไปนอนอีกหรือซูถูกลืนคำพูดนั้นลงไปแล้วถามว่า “แม่นางไปที่จวนช่างจื้ออยู่นานกว่าจะกลับมาคงไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกันใช่หรือไม่”
“แน่นอนเจ้าค่ะ” หมิงเวย