ดอย่าตกหล่นแม้แต่คำเดียว”
ซูถูเงียบไปครู่หนึ่ง และพูดเบาๆ ว่า “แม้ท่านจะไม่ได้ลงมือข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เจตจำนงของเหล่าทวยเทพเป็นเหตุผลที่ดี และแม้ว่าจะไม่มีเหตุผลเช่นนั้นพวกเขาต้องยอมจำนนต่อความแข็งแกร่ง”
หมิงเวยขี้เกียจเกินกว่าจะคุยกับเขาต่อจึงถามตรงๆ ไปว่า “เช่นนั้นองค์ชายหวังให้ข้าเลือกข้อแรกอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
เมื่อเห็นซูถูไม่ตอบหมิงเวยก็พยักหน้า “ช่างเถอะ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนักที่จะร่วมมือกับเผ่าฉีหู แต่ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะเต็มใจที่จะร่วมมือเมื่อทราบเรื่องสำคัญเช่นนี้” พูดจบนางก็สะบัดแขนเสื้อแล้วกระโดดลงจากกำแพงเมือง
“ช้าก่อน!” หมิงเวยหยุดนางยืนบนหลังคาแล้วมองหันกลับไป
ซูถูเงียบอยู่นาน และในที่สุดก็พูดว่า “เหตุใดแม่นางหมิงต้องใจร้อนด้วย พวกเราค่อยๆ คุยกันก็ได้”
หมิงเวยยิ้ม “องค์ชายน่าจะบอกกันตั้งแต่แรกมิใช่หรือเจ้าคะ”
…………
ทั้งสองกลับไปที่ที่พักชั่วคราวของกองคาราวาน ตัวฝูกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลใจ น่าซูพาทหารจากเผ่าหมาป่าหิมะมาเฝ้าประตู
ทุกคนในกองคาราวานถูกรบกวนจนตื่นเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบทำให้พวกเขารอคอยอย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่าหมิงเวยกลับมาโหวเหลียงก็กล่าวทักทายอย่างดีใจ “แม่นางหมิงกลับมาแล้วเรื่องนี้…มีทางแก้หรือไม่”
หมิงเวยปลอบตัวฝูแล้วพูดกับเขาว่า “วางใจเถอะข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ากลายเป็นคนเลวหรอก”
โหวเหลียงยิ้มอย่างละอายอันที่จริงเขาเคยคิดว่าหากเ