ิงเวยยิ้มบางๆ “ข้าคิดว่าอาจารย์ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนเสียอีก”
“หึ!” ครั้งนี้เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองนาง
หมิงเวยนั่งลงที่อีกฝั่งหนึ่งแล้วพูดว่า “อาจารย์ไม่คิดบ้างหรือว่าการชี้สถานการณ์ให้เขาจะเป็นการดีกว่า” มือที่กำลังปรับสายของหนิงซิวชะงัก
“ท่านก็เห็นว่าหลายวันมานี้เขายิ้มได้มากขึ้น แต่ท่านไม่คิดหรือว่ารอยยิ้มของเขามีอะไรมากกว่าเมื่อก่อน” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหยางชูโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งเขายังเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
พอมาลองคิดดูเมื่อรู้ว่ามารดาของตนอดทนกับความอัปยศเพื่อให้เขาเป็นอิสระจนถึงตอนนี้ก็ยังเอาตนเองผูกมัดกับผู้อื่น ในฐานะมนุษย์นางจะทนได้แค่ไหนกันคำพูดเหล่านี้ถึงเขาไม่เอ่ยออกมาแต่ก็ยังติดอยู่ในใจ
หนิงซิวก้มหน้าไม่พูดอะไร
“ข้าไม่ต้องการให้เขาทำเช่นนั้นเพราะความเกลียดชัง แทนที่จะทำเช่นนั้นสู้ให้เขาไม่ต้องคิดอะไร และก้าวไปข้างหน้าทีละขั้นไม่ดีกว่าหรือ เขาต้องการกำจัดโจรก็ให้เขาไป บนเขาเหยียนซานมีโจรมากมายให้เขาวุ่นวายสักปีสองปี เมื่อถึงเวลานั้นกระแสประวัติศาสตร์จะค่อยๆ มา เขาทำได้เพียงจดจ่อกับมันเท่านั้น และอุปสรรคนี้จะผ่านไปโดยธรรมชาติเจ้าค่ะ”
ในที่สุดหนิงซิวก็เงยหน้าขึ้นมองนางตรงๆ “เขาได้เดินไปในเส้นทางนี้แล้ว เจ้าไม่คิดจะอธิบายให้ข้าฟังเลยหรือ”
“แต่อาจารย์ดูไม่มีความสุข…” หมิงเวยพูดเสียงนุ่ม “ถึงแม้เขาไม่พูด แต่ข้ารู้ว่าตอนนี้เขามองท่านเป็นเสมือนญาติเพียงคนเดียวของเขาหากท