ามารถของเขาข้าไม่กังวล แต่หากมีคนที่คิดร้ายกับเขาหากมีโจรลอบทำร้ายเขาลับหลัง…” หมิงเวยยิ้มอย่างจริงใจ “ข้าจึงหวังว่าท่านจะอยู่ข้างกายเขาเพื่อปกป้องเขาจากอันตรายเจ้าค่ะ”
ผ่านไปสักพักหนิงซิวค่อยพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ความปรารถนาสุดท้ายของอาจารย์ข้าต้องทำตามอยู่แล้ว”
หมิงเวยลูบอกตนเอง “ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจเจ้าค่ะ”
หนิงซิวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องนี้ ต้องการช่วยเขาหรือไม่ ช่วยเขาอย่างไร ข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”
หมิงเวยฟังความเห็นจากเขาก็ตอบกลับทันทีว่า “ท่านพูดถูกข้าพูดมากไปแล้ว ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างไม่รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”
นางกระโดดลงจากหลังคา และได้ยินอาหว่านพูดว่า “สองคนนั้นบ้าหรือเปล่า มาเล่นกู่ฉินเป่าขลุ่ยกลางดึกเช่นนี้ผู้ใดจะไปหลับลงกัน” หมิงเวยยิ้มมุมปาก
อืม…มองเป็นญาติน่ะเรื่องจริง แต่ญาติเพียงคนเดียวนี่…ไม่ใช่ว่าเหลืออยู่อีกหนึ่งคนหรอกหรือ
วันต่อมาหนิงซิวรู้สึกอารมณ์ดี เขาไม่พูดอะไรเลยสักนิดเมื่อทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็ออกไปตรวจสิ่งของที่ได้จากการโจมตีหมู่บ้านโจร
หมิงเวยออกมาเดินเล่น และเห็นโหวเหลียงกำลังปลอมตัว เขาสวมชุดฉางซานเป็นระเบียบเรียบร้อย โพกผ้าบนหัว เคราตัดแต่งมาอย่างดี เขากำลังเดินอยู่บนสนามพลางพูดคุยกับคนเลี้ยงสัตว์เป็นครั้งคราวอีกทั้งยังกล่าวทักทายเหล่าขุนศึก
เมื่อเห็นหมิงเวยเขาก็เดินเข้าไปทักทายด้วยท่าทางที่เป็นทางการของนักกวี