ถูกลดตำแหน่งแล้วส่งมายังสถานที่ทรุดโทรมเช่นนี้ยังจะพูดว่าเป็นคนโปรดอะไรอีก
โหวเหลียงยิ้มแหยแล้วพูดกับนางว่า “หวังว่าแม่นางจะให้คำแนะนำได้”
“องค์หญิงหมิงเฉิงเป็นคนอย่างไรท่านรู้หรือไม่”
โหวเหลียงตอบ “องค์หญิงเป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงแห่งยุค ติดตามไท่จู่ออกรบเหนือใต้ แต่เนื่องจากไม่โปรดปรานอำนาจจึงถอนตัวออกมาอย่างกล้าหาญ”
หมิงเวยถามอีกว่า “แล้วท่านคิดว่าผู้ที่องค์หญิงสั่งสอนมากับมือจะเป็นคนอย่างไร”
โหวเหลียงชะงักเขาเข้าใจขึ้นมาแล้ว
หมิงเวยยิ้มและหรี่ตามองเขา “หากต้องเปลี่ยนสีเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ท่านต้องรวมตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมนั้นจริงๆ แม้จะเป็นการโกหกตนเองก็ตาม คุณชายไม่ได้จำกัดอิสรภาพของท่าน ท่านสามารถมองไปรอบๆ และดูว่าคนรอบข้างเขาเป็นอย่างไรได้”
เมื่อพูดจบนางก็พูดประโยคทิ้งท้ายไปว่า “พยายามเข้าล่ะ” แล้วเดินจากไป
ทางด้านหนิงซิวจากไปหลายวันในที่สุดเขาก็กลับมา ด้วยท่าทางดั่งเซียนของเขา ยามกลับมากลับมีเบ้าตาลึกใบหน้าไร้สีเลือด หยางชูรู้สึกผิดในใจจึงต้อนรับเขาด้วยความกระตือรือร้นพร้อมรินชาให้
“ลำบากท่านแล้ว” หนิงซิวพูด “ทรัพย์สินในรั้วถูกนำออกมาหมดแล้ว แต่ที่ซ่อนสมบัติอื่นกลับถูกโจรกลุ่มอื่นขโมยไป”
“อะไรนะ” จู่ๆ หยางชูก็รู้สึกเหมือนถูกพรากเงินออกจากกระเป๋า “โจรกลุ่มใดมีกี่คนกัน”
หนิงซิวเหลือบมอง “เจ้าจะพาคนไปจัดการพวกเขาหรือ”
“เอ่อ…” หยางชูกลืนคำพูดได้ทันเวลา “