ำเภอมาก ความมั่งคั่งของเขาสามารถซื้อทั้งเกาถางได้เลยด้วยซ้ำ”
บ่าวรับใช้ได้ยินดังนั้นก็ใจเต้นแรง “เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลใดหรือ”
“ไม่ใช่ตระกูลใหญ่หรอก” นักกวีวัยกลางคนตอบเสียงเรียบเฉย “แต่เป็นผู้ดูแลคนใหม่ของสนามเลี้ยงม้าต่างหาก”
บ่าวรับใช้เคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว แต่เขาสงสัยเกี่ยวกับเป้าหมายนี้ “นายท่านได้ยินว่าขุนนางผู้นั้นมาจากตระกูลทหาร ข้างกายเขามีขุนศึกมากมายพวกเราจะกินเขาได้งั้นหรือ”
“แพะอ้วนแน่นอนว่าไม่ง่ายที่จะกิน” นักกวีวัยกลางคนพูดช้าๆ “แต่ถ้าเราได้กินมัน เราอาจไม่ต้องเลี้ยงชีพด้วยวิธีเสี่ยงถึงเพียงนี้อีก”
คำพูดนี้โน้มน้าวบ่าวรับใช้ได้ดีอีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็พูดว่า “ถ้าเช่นนั้นเราส่งคนไปสำรวจเส้นทางก่อน และดูว่าที่นั่นสามารถทำอะไรได้บ้างดีหรือไม่”
นักกวีวัยกลางคนเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่ต้องใช้คนอื่นหรอก เจ้านั่นแหละได้ยินมาว่าพวกเขาไม่เพียงแต่รับสินค้าทุกประเภท แต่ยังต้องการจ้างแรงงานอีกด้วย อย่างไรเสียที่ว่าการอำเภอเราไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อแล้วหากที่นั่นใช้ได้พวกเราจะย้ายไปที่นั่นกัน”
บ่าวรับใช้ครุ่นคิดแล้วเขาก็เห็นด้วย “ได้ ข้าเชื่อนายท่าน วันรุ่งขึ้นข้าจะไปที่สนามเลี้ยงม้าเอง”
…………
หมิงเวยนั่งอยู่ตรงระเบียงทางเดินมองดูฝูงชนที่เหยียดยาวออกไป ผู้คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาในซีเป่ยพวกเขาถือตะกร้าและเข็นรถมาที่นี่ อาสวนเดินออกจากคอกม้าเพื่อไปรับสินค้า
“ท่านเจ