งพอดีเลย!”
“ตึง!”
เสียงเหมือนของตกดังขึ้นเมื่อทั้งสองหันหน้าไปมองก็เห็นว่าเป็นอาหว่านที่วางชามอย่างแรงนางมองเสี่ยวถงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เสี่ยวถงที่รู้ว่าตนเองเผลอพลั้งปากออกไปจึงพูดขึ้นว่า “ข้าจะไปช่วยท่านป้าไช่ทำอาหาร!” จากนั้นนางก็วิ่งหนีไป
รอยยิ้มของหยางชูหายไปเขาพูดกับนางว่า “เจ้าทำให้เสี่ยวถงตกใจนะ”
แต่คำพูดเหล่านี้ไม่สามารถทำให้บรรยากาศดีขึ้นได้เลยอาหว่านโกรธจนปาดน้ำตา “ใช่สิ พวกท่านทุกคนใจกว้าง แต่ข้าใจแคบรู้แต่เพียงความแค้นใจ!”
เห็นนางเป็นเช่นนี้หยางชูก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วนั่งลงข้างกายนาง “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่เจ้าก็รู้สถานการณ์ของข้าในตอนนี้ดีจะมีหน้าให้นางมาด้วยได้อย่างไร นี่เป็นศักดิ์ศรีของบุรุษเจ้าเข้าใจหรือไม่”
แน่นอนว่าอาหว่านเข้าใจ แต่คนที่ทำให้นางโกรธเป็นอีกคนหนึ่ง “ถึงอย่างนั้นนางไม่คิดแม้แต่จะไถ่ถามเลยหรือแสดงท่าทีหน่อยก็ยังดี! จริงอยู่ที่ท่านไม่สามารถพานางมาลำบากด้วยได้ แต่ความรู้สึกไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว นางไม่มีแม้แต่คำปลอบโยนอีกทั้งยังไม่คิดมาส่งเรา นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ!”
หยางชูกลับนึกถึงตอนที่อยู่ในทางลับในเสวียนตูกวัน นางโอบกอดเขาบอกกับเขาว่าถ้าอยากร้องไห้ก็ให้ร้องออกมา…นางจะไม่มีความรู้สึกได้อย่างไรเพียงแต่ว่านางไม่ใช่มีเพียงความรู้สึก แต่เป้าหมายที่สูงส่งเช่นนั้นเขาไม่อยากเป็นอุปสรรคต่อนาง
“ยิ้ม! นี่ท่านยังยิ้มอยู่ได้อีก!” อาหว่านโกรธจน