ที่ถูกอีกฝ่ายบีบคอเช่นนี้ไม่สามารถต่อสู้ได้เลย รู้สึกแค่ว่าอากาศบริสุทธิ์หายไปและหูของเขาเริ่มอื้อ
มารดามันเถอะ! เขายังไม่อยากตาย!
“เหตุใดถึงไม่เชื่อฟังกันเลย” สายตาที่เย็นชา น้ำเสียงอันเยือกเย็นราวกับคนที่คลานออกมาจากโลกหลังความตาย “หากกล้าแตะต้องนาง รอข้ากลับมาถลกหนังเจ้าได้เลย!”
พูดจบหยางชูก็ปล่อยมือ อันอ๋องทรุดตัวลงเขายกมือกุมคอแล้วน้ำตาไหล ไอไม่หยุด
เมื่อไอจนอาการดีขึ้นเขาก็ตะโกนว่า “หยางซาน เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือเปิ่นหวางยังไม่ได้ทำอะไรเลย!”
หยางชูแค่นหัวเราะมองอีกฝ่ายอย่างดูถูกจากนั้นก็หันหลังกลับไปขี่ม้าของตน
“ออกเดินทาง!”
อาสวนถาม “คุณชายไม่รออีกสักหน่อยหรือขอรับ อาจมีคนกำลังเดินทางมาส่ง”
หยางชูรู้ว่าเขากำลังพูดถึงผู้ใด แต่ตนไม่พร้อมที่จะรอ อย่างไรก็ต้องจากไปอยู่ดีถึงแม้จะรอแล้วจะทำอย่างไรได้ เขาไม่อยากบอกลานาง
“ออกเดินทาง!”
“…ขอรับ”
เหล่าขุนศึกตระกูลหยางปล่อยตัวองครักษ์ของอันอ๋องแล้วขี่ม้าไปรวมตัวกัน
ม้าศึกมากกว่าสามสิบตัวคุ้มกันเจ็ดแปดเกวียนใหญ่เดินทางออกจากจวนโป๋วหลิงโหวอย่างเงียบๆ และมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
อันอ๋องไม่คิดปล่อยไปเช่นนี้ เขาลืมตาขึ้น แต่กลับเห็นขุนศึกสวมชุดเกราะพร้อมรบ สะพายคันธนูมีกระบี่เหน็บที่เอว ทุกคนมีรังสีสังหารรอบกายเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะย่นคอด้วยความหวาดกลัว
ช่างเถอะ ปีนั้นท่านลุงท่านป้าเข้าร่วมสนามรบทั่วทุกสารทิศคนของตระกูลหยางไม่ควรแตะต้องจริงๆ…
เ