ม่พอพระทัยอีก”
ฮ่องเต้เอ่ยชม “นี่เป็นคุณสมบัติที่หายากของหลู่เฉียน! อยากพูดอะไรก็พูดออกมา วางใจเถอะเจิ้นไม่โกรธ เจ้าอยากพูดก็พูดมา”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลู่เฉียนชะงักพักหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทคิดจะทำอย่างไรกับคุณชายสามตระกูลหยางหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ้มแล้วถามกลับ “หลู่ชิงคิดว่าอย่างไร”
หลู่เฉียนจงใจตอบว่า “คุณชายสามตระกูลหยางดูแลหวงเฉิงซือ ในเรื่องที่มีพ่อมดปะปนเข้ามาในเทศกาลชิวเลี่ย เขามีความประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง เรื่องนี้ไม่อาจโต้แย้งได้ แต่หากพูดตามตรงทุกหน่วยควรมีส่วนรับผิดชอบไม่ควรลงโทษเขาเพียงผู้เดียว หากฝ่าบาททรงไม่พอพระทัย เช่นนั้นแล้วทรงถอดเขาออกจากตำแหน่งคงเป็นการดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้า “อันที่จริงการให้เขาดูแลหวงเฉิงซือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะเป็นอย่างมาก เด็กคนนี้นิ่งสงบไม่ค่อยได้ชอบโอ้อวดมากเกินไป”
หลู่เฉียนถาม “ฝ่าบาทหมายถึง…”
ฮ่องเต้ลูบที่ทับกระดาษบนโต๊ะสีหน้าของพระองค์ดูไม่ออกว่าโกรธหรือดีใจ พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ตอนที่พี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเลี้ยงดูเขาอย่างสุดความสามารถ ตระกูลหยางมีความดีความชอบทางการทหาร แต่ตอนนี้มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นวรยุทธ์ เมื่อคิดดูแล้วช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียใจให้เขาอยู่ที่เมืองหลวงคงไม่ช่วยอะไร เจิ้นคิดว่าปล่อยให้เขาได้มีประสบการณ์โชกโชนยังพอสามารถขัดเกลาได้ หากพี่ใหญ่และพี่เขยทราบคงรู้สึกเบาใจ” หลู่เ