ฉียนรู้สึกโล่งใจ
นี่ต้องเป็นความคิดของกุ้ยเฟยซึ่งมันสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขามาก แต่กุ้ยเฟยจะรู้ได้อย่างไรว่าหากเด็กคนนั้นยังอยู่ในสายตาของฮ่องเต้เขาจะไม่มีทางมีชีวิตที่ดีได้
“ฝ่าบาทคิดเพื่อเขาเช่นนี้ทรงมีพระเมตตาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ยิ้มเขาชอบให้ผู้อื่นชมเขาว่ามีความเมตตากรุณา บางทีอาจเป็นเพราะความสามารถทางทหารของเขาอาจไม่ดีเท่ากับพี่น้องของตน แต่ในเรื่องนี้เขาทำได้ดีกว่าพวกเขาอย่างแน่นอน
หลู่เฉียนถามอีกว่า “ฝ่าบาทคิดจะให้เขาไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เจิ้นเรียกหลู่ชิงเอาไว้” ฮ่องเต้ครุ่นคิด “ให้เขาไปทางใต้ บรรยากาศที่นั่นดูฟุ่มเฟือยไปหน่อย กังวลว่าเด็กคนนั้นอาจนิสัยเสียเข้า หากให้เลือกกองทัพทหารหนึ่งกอง สถานะของเขาก็สูงเกินไปเกรงว่าแม่ทัพจะลำบาก เจิ้นลำบากใจมากไม่ทราบว่าหลู่เฉียนมีความคิดดีๆ หรือไม่”
หลู่เฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ให้เขาไปซีเป่ยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “ซีเป่ยงั้นหรือ น่าจะไม่ดีนะสภาพแวดล้อมแย่เกินไป เขาเกิดมาบนความสะดวกสบายแล้วเขาจะทนทุกข์ทรมานกับความยากลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้เจิ้นแค่อยากให้เขาออกไปฝึกไม่ได้ต้องการที่จะบดขยี้เขา”
ประโยคหลังจากนั้นฮ่องเต้ไม่ได้กล่าวออกมา
ซีเป่ยเป็นศูนย์กลางทางการทหารในช่วงที่องค์หญิงหมิงเฉิงและโป๋วหลิงโหวยกทัพไปแดนเหนือใต้นั้นจนถึงตอนนี้พวกเขายังคงมีชื่อเสียงมากในด้านการทหาร