” เผยกุ้ยเฟยพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “พระองค์ไม่แม้แต่อยากฟังหม่อมฉันพูดแล้วหรือเพคะ”
ฮ่องเต้ต้องนั่งเอนหลังราวกับรอคำตัดสินพระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เอาล่ะ เจ้าพูดมาได้”
เผยกุ้ยเฟยสงบลงแล้วพูดว่า “หม่อมฉันทราบว่าฝ่าบาทมีปมในใจอย่างไรตอนที่หม่อมฉันติดตามฝ่าบาทนั้น หม่อมฉันเป็นแม่หม้ายที่เคยให้กำเนิดบุตร แต่ฝ่าบาทไม่เพียงไม่รังเกียจ อีกทั้งยังทรงมีพระเมตตาต่อหม่อมฉัน แม้แต่ชูเอ๋อร์เองก็ด้วย ถือว่าทรงมีความผ่อนปรนอย่างยิ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่บุรุษทั่วไปทำไม่ได้ ฝ่าบาทเป็นถึงผู้ปกครองแผ่นดินแต่ทรงมีพระเมตตา หม่อมฉันจะจดจำไว้ในใจเพคะ”
“สิบแปดปีมานี้พวกเราไม่พูดถึงเรื่องในอดีตเลยเพราะคิดว่ามันน่าจะดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเรา” เผยกุ้ยเฟยเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้าซีดเซียวราวกับคนกำลังร้องไห้
“ปมในใจยังอยู่ไม่ใช่ว่าไม่มี ฝ่าบาท…เรื่องราวในอดีตหม่อมฉันไม่สามารถแก้ไขได้ แต่พวกเราอยู่ด้วยกันมาสิบแปดปี! พระองค์ลองคิดดูเถิดหม่อมฉันกับเขาเป็นสามีภรรยากันเพียงหนึ่งปีจนถึงตอนนี้ผ่านไปหลายปีแล้ว หม่อมฉันจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำตอนนี้ผู้ที่อยู่ข้างกายหม่อมฉันคือฝ่าบาทนะเพคะ!”
เผยกุ้ยเฟยร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบๆ เสียงสะท้อนอยู่ในห้องเป็นระยะ “สิบแปดปีมานี้พระองค์ปฏิบัติต่อหม่อมฉันอย่างไร หม่อมฉันจะไม่รู้เลยหรือ แม้ตอนที่ฮองเฮายังมีชีวิตอยู่ ฝ่าบาทก็ไม่ทำให้หม่อมฉันรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทุกค