นล้วนมีเลือดเนื้อหม่อมฉันจะไม่ซาบซึ้งได้อย่างไรที่หม่อมฉันไม่พูดเพราะคิดว่าฝ่าบาทคงทราบอยู่แล้ว…”
ฮ่องเต้เดิมทีคิดว่านางจะกล่าวประณามตน แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะเป็นการสารภาพในลักษณะนี้ที่แท้นางกล่าวโทษตัวเอง จู่ๆ เขาก็หายใจไม่ออกด้วยความเจ็บปวด กอดเผยกุ้ยเฟยแน่นและกล่าวขอโทษ “นี่เป็นความผิดของเจิ้นเอง เจิ้นไม่ระวังเอง เจิ้นขอโทษเจ้าด้วย!”
เผยกุ้ยเฟยร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งแล้วฝังหน้าไปกับอกเขาแล้วพูดต่อว่า “หม่อมฉันเห็นแก่ตัวเกินไป รู้ว่าฝ่าบาทมีปมในใจแต่ยังขอให้ฝ่าบาทพาชูเอ๋อร์เข้าวัง ฝ่าบาทใจดีกับเขามากจนหม่อมฉันไม่นึกถึงจิตใจของฝ่าบาทเลย”
จิตใจของฮ่องเต้กระวนกระวายเขาโพล่งออกไปว่า “เจิ้นผิดเอง เจิ้นจะปล่อยเขาออกมา”
“ไม่เพคะ!” เผยกุ้ยเฟยปฏิเสธอย่างเด็ดขาดนางคว้าแขนเสื้อของฮ่องเต้แล้วเงยหน้าขึ้น “หม่อมฉันไม่ต้องการเช่นนั้น หากปล่อยเขาเพื่อประโยชน์ของตนเอง จะเป็นการทำร้ายฝ่าบาทได้”
“เจ้าอย่าคิดเช่นนั้น” ฮ่องเต้พูดปลอบประโลม “เจิ้นหลงผิดไปชั่วขณะ อันที่จริงเด็กคนนั้นเป็นเด็กรู้ความจัดการทุกอย่างได้ดีอีกทั้งยังเห็นข้าเป็นเสมือนบิดา เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเสียหน่อย”
“ฝ่าบาท!” เผยกุ้ยเฟยมองเขาอย่างอ้อนวอน “นี่ไม่ใช่แค่เพื่อฝ่าบาท แต่เพื่อหม่อมฉันด้วย ก่อนหน้านี้แม้เขาจะปลอบโยนหม่อมฉันทำให้หม่อมฉันหลงระเริงไปกับอดีต สำหรับเด็กคนนี้ถ้าหม่อมฉันระวังมากกว่านี้บางทีเขาอาจจะยังอยู่…หม่อมฉันไม่อยากทำ