ไม่มีความลังเลใจบนใบหน้าของเขาอีกทั้งยังดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย หมิงเวยจึงพยักหน้า “เอาล่ะ ในเมื่อท่านอยากฟังงั้นก็ฟังให้ดี” พูดจบนางก็หันไปมองเสวียนเฟย
เสวียนเฟยถูกนางจ้องมองก็ไม่เข้าใจ “เรื่องของท่าน เหตุใดต้องให้ข้าพูดด้วย”
หมิงเวยยักไหล่ “ท่านไม่ได้พูดด้วยความดีใจหรอกหรือ ข้าเลยไม่ได้แย่งท่านพูด”
“….”
“ไม่อยากพูดไม่เป็นไร ข้าจะค่อยๆ บอกเขาเป็นการส่วนตัว” เห็นท่าทางยิ้มแย้มของนางทำเอาเสวียนเฟยรู้สึกเหมือนตนเองตกอยู่ในวิกฤต
ให้นางพูดเป็นการส่วนตัวนางจะไม่พูดบิดเบือนความจริงหรอกหรือ ช่างเถอะ พูดก็พูด!
“เอาล่ะ เริ่มจากการดูดาวครั้งนั้น…”
…………
หน้าร้านเล็กๆ ใกล้ประตูทิศใต้ ฟู่จินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบ่นว่า “หัวหมูตุ๋นวังจี้ ยี่สิบปีแล้วในที่สุดก็ได้กลับมากินอีกครั้ง”
พูดแล้วเขาก็จัดเสื้อผ้า และก้าวเข้าไปในร้านด้วยท่าทางสดชื่น จากนั้นก็ตะโกนว่า “เถ้าแก่ หัวหมูหนึ่งจิน ขาหมูหนึ่งชิ้น ลิ้นหมูสอง หูหมูสอง ผักเคียงสองชาม เหล้าเหลาไป๋กานสอง!”
“ได้เลย! เชิญนั่งขอรับ!”
ลูกค้าโต๊ะข้างเคียงได้ยินเช่นนั้นก็ยกนิ้วให้เขา “ได้ยินอาหารที่ท่านสั่ง ท่านนี่เป็นนักกินผู้หนึ่งเลยนะ”
ต่อหน้าผู้อื่นฟู่จินดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เขาคารวะอีกฝ่ายด้วยท่าทางสุภาพ “ข้าดูน่าหัวเราะเลย เพียงไม่ได้มาเมืองหลวงนานกว่ายี่สิบปีจึงอยากจดจำรสชาตินี้ไว้ก็เท่านั้น”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดัง “ท่านนี่เป็นคนสบายๆ จริงๆ”
ในบรรดาล