้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องยอมจำนนต่ออำนาจฮ่องเต้จะให้ทำอย่างไรได้ คนสูงศักดิ์อย่างข้าจึงต้องมองข้ามชื่อเสียงและความมั่งคั่งไม่สนใจมัน”
“….” เขาไม่เคยเห็นผู้ใดชมตัวเองขนาดนี้มาก่อน และไม่เคยรู้มาก่อนว่าอาจารย์ฟู่จะเป็นคนเช่นนี้ “หลังจากนั้นเขาก็กลับไปและข้าก็ได้กล่าวลาอาจารย์กู้เพื่อมองหาอาจารย์ท่านอื่นต่อและเวลาก็ผ่านไปในชั่วพริบตา…”
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าได้ยินข่าวเกี่ยวกับเขาไม่ขาดสาย การต่อสู้ระหว่างองค์ชายเริ่มดุเดือดขึ้นมีคนบอกว่าไท่จื่อบ่นว่าตนเองดำรงตำแหน่งไท่จื่อมายี่สิบปีแต่ยังไม่ไปถึงจุดสูงสุดสักที ฮ่องเต้ทรงกริ้วจึงปลดไท่จื่อและครอบครัวให้เป็นเพียงสามัญชนและส่งเขาไปอี้โจว จากนั้นไม่นานฮ่องเต้ไท่จู่ก็ถูกเตือนสติ รับรู้ว่าไท่จื่อถูกปรักปรำจึงส่งคนไปตามเขากลับมาเมืองหลวง”
เมื่อถึงตรงนี้น้ำเสียงของฟู่จินแฝงไปด้วยความรู้สึกเล็กน้อยว่า “ในปีนั้นข้าเพิ่งเข้าเมืองหลวงและกำลังจะไปเรียนต่อที่สถานศึกษาซานไถได้พบกับการโจรกรรมบนท้องถนน…”
ในที่สุดเจี่ยงเหวินเฟิงก็ไม่ขัดขืนเขาถอนหายใจ “อาจารย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าและผ่านไปนานแล้วแม้ซือฮว๋ายไท่จื่อจะได้รับความไม่เป็นธรรม แต่เขาก็…”
ฟู่จินหัวเราะน้ำเสียงของเขาฝืดเล็กน้อย “เจ้าผิดแล้ว เขาตายไปแล้วก็จริงแต่ลูกหลานของเขายังไม่ตาย และข้าก็สัญญาไว้ว่าจะปกป้องชีวิตเด็กคนนั้น”
ราวกับว่าเขาย้อนกลับไปในปีนั้นคนผู้นั้นส่งเด็กทารกในห่อผ้าให้เด