ื่อ ตอนที่ข้าไหว้เขาเป็นอาจารย์ เขาก็ได้ลาออกและกลับบ้านเกิดเพื่ออยู่อย่างสันโดษ ข้าติดตามเขาเป็นเวลาสามปี และในปีที่สามก็มีแขกอันทรงเกียรติท่านหนึ่งมาหาอาจารย์กู้ที่หนานซี”
“อาจารย์…” ท่านอย่าเล่าต่อเลยเรื่องพวกนี้เขาไม่อยากรู้เลยสักนิด!
แต่มีหรือที่ฟู่จินจะสนใจเขาอีกฝ่ายเล่าต่อว่า “เขาแก่กว่าข้าถึงสิบปี นิสัยตรงไปตรงมา ท่าทางดูสง่างาม อาจารย์กู้บอกว่าเขาเป็นลูกศิษย์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่เขาเคยสอนมา ตอนนั้นข้ายังเด็กนักจึงรู้สึกยอมไม่ได้ ข้าต้องสู้กับเขาเพื่อรู้แพ้ชนะ แต่เขากลับไม่โกรธเคืองอะไร และยังยอมแข่งกับข้าแต่โดยดี”
“พูดตามตรง เขาเก่งมากจริงๆ แต่ในเรื่องความรู้ข้าเก่งกว่านิดหน่อย และต่อมาเขาก็มอบตราประทับนี้แก่ข้า” ฟู่จินเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด”
เจี่ยงเหวินเฟิงพยักหน้า เขาเลิกดิ้นรนแล้ว
“ซือฮว๋าย เป็นพระสมัญญานามของเขา ในตอนนั้นพวกเราทุกคนเรียกเขาว่าไท่จื่อ” ฟู่จินโยนตราประทับอันล้ำค่านี้ลงกับโต๊ะจนมันกลิ้งหลายตลบ เขาไขว้มือไว้ด้านหลังเพื่อรองศีรษะแล้วนั่งไขว่ห้าง จากนั้นก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้
เจี่ยงเหวินเฟิงอยากจะพูดว่า อาจารย์ ท่านเป็นบุรุษอายุสี่สิบห้า ไม่ควรทำตัวขี้เล่นเช่นนั้นนั่นเป็นนิสัยของเด็กหนุ่มต่างหาก
แต่เขาทำไปแล้วคงไม่อายแม้แต่น้อยเลยจริงๆ…
“ที่จริงข้าไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับพวกเขาเลย ข้ามุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิชาการผู