กไป” เจี่ยงเหวินเฟิงครุ่นคิดช้าๆ
“ข้าคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสหนึ่ง เขาเก็บตราประทับนั่นมาหลายปี จู่ๆ มาแสดงตัวต่อหน้าคนเมื่อสามปีก่อน แน่นอนว่าเขาต้องมีเหตุผลของเขา บางทีอาจเป็นความลับที่ยาวนาน คนเก็บความลับมาหลายปี แต่ไม่มีผู้ใดให้พูดด้วยได้คงต้องเหงามาก ยิ่งกว่านั้นซือฮว๋ายไท่จื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงไม่จำเป็นต้องยืนกรานในหลายๆ เรื่องเลย บางทีข้าอาจจะต้องลองง้างปากเขาดู!”
เชี่ยนเหนียงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก นางรู้ว่าเมื่อสามีได้ตัดสินใจแล้ว นางต้องไม่หวั่นไหวจึงพูดได้เพียงว่า “อย่างน้อยอีกหนึ่งวัน เขาไม่ให้อาหารท่านเช่นนี้ ถ้าท่านอดทนต่ออีกวันร่างกายอาจอ่อนแรงและไม่สามารถหนีพ้นได้นะเจ้าคะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงยิ้ม “ได้ ข้าจะลองอีกครั้ง วันรุ่งขึ้นหากเขาไม่มา พวกเราค่อยคิดหาวิธีหนีโดยไม่ต้องสนใจผลลัพธ์แล้ว”
พวกเขารอจนกระทั่งเวลาเที่ยงของวันที่สอง เจี่ยงเหวินเฟิงที่กำลังหิวได้กลิ่นหอมของอาหาร
เขาได้ยินเสียงคนเข้ามาเชี่ยนเหนียงพูดข้างหูว่า “เป็นอาจารย์ฟู่เจ้าค่ะ”
เสียงเก้าอี้เคลื่อนไหวดังขึ้น และในไม่ช้าข้าวหนึ่งช้อนก็ถูกส่งไปที่ปากของเจี่ยงเหวินเฟิง เขายิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าอาจารย์ฟู่ไม่ได้ต้องการฆ่าเขาจริงๆ
เจี่ยงเหวินเฟิงไม่พูดอะไร เขาทานข้าวไปเรื่อยๆ จนหมดชาม
เจี่ยงเหวินเฟิงที่ทานอิ่มท้องแล้วตั้งใจจะพูดว่า “อาจารย์ ท่านคิดจะปล่อยข้าไปหรือไม่” ฟู่จินไม่ตอบอะไร
เขาพูดอีกว่า “ท่านกำลังคิดเกี่