ท่านั้น พวกเราพูดมากเท่าไรถึงเวลานั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ ทุกอย่างล้วนไม่อาจทราบได้”
หมิงเวยตอบรับ ฟ้ามืดแล้ว สองพี่น้องคุยกันสักพักก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่ค่าย
จี้หลิงยกม่านขึ้นเขาครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วหันกลับไปพูดว่า “น้องหญิง หากมีโอกาสล่ะก็น้องเตือนคุณชายสามตระกูลหยางว่าหากถอนตัวได้ให้ถอนตัวออกไปให้เร็วที่สุด ตอนนี้ยิ่งโดดเด่นมากเท่าไรก็ยิ่ง…” ประโยคหลังเขาไม่พูดออกมา หมิงเวยก็เข้าใจดี
ไท่จื่อผู้มีจิตใจคับแคบ หากเขาขึ้นครองราชย์จะเกิดผลดีอะไรต่อเขากัน สำหรับเขาแล้วจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและไปให้ไกลหรือว่า…
หมิงเวยเข้ามาในค่ายผ่านไปสักพักตัวฝูก็กลับมา
นางดูโกรธมาก “คุณหนู บ่าวจะไม่ไปคุยกับอาหว่านอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
หมิงเวยแปลกใจ “นางทำไมหรือ”
“ยังไงก็เถอะเจ้าค่ะ คุยกับนางแล้วโมโหมาก!”
เห็นท่าทางโกรธของนางหมิงเวยก็หัวเราะ “เอาล่ะ ต่อไปก็ไม่ต้องไปสนใจนาง” สองนายบ่าวชำระกายให้รู้สึกสดชื่นจากนั้นก็เข้านอน
วันรุ่งขึ้น เมื่อหมิงเวยตื่นขึ้นมาฟ้าก็ยังมืดอยู่
ตัวฝูกำลังฝึกซ้อมเมื่อเห็นนางยกม่านขึ้นก็รีบเข้าไปหา “คุณหนู ทานอาหารเช้าเลยหรือไม่เจ้าคะ”
หมิงเวยโบกมือ “อีกสักพักค่อยทานพร้อมท่านลุงกับพี่ใหญ่เจ้าซ้อมต่อเถอะ”
เมื่อเห็นว่าหมิงเวยต้องการดูการฝึกซ้อมตัวฝูจึงหันไปฝึกซ้อมอย่างจริงจัง
หมิงเวยเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงม้าดังมาจากด้านหลัง
หมิงเวยหันไปมองก็เห็นว่าเป็นอ