่าน…”
คำพูดต่อไปถูกนางตัดบท
หมิงเวยพูดว่า “ข้าไม่สามารถมีพันธะแต่งงานกับผู้ใดบนโลกนี้ได้เจ้าค่ะ”
“….” หยางชูนำประโยคนี้ทวนอยู่ในหัวอยู่หลายครั้งในที่สุดเขาก็สงบลง
นางไม่ได้ปฏิเสธเขา แต่นางปฏิเสธทุกคน
นางพูดว่าไม่สามารถไม่ใช่ไม่ยินดี นางมีปัญหาอะไรงั้นหรือ
หยางชูสงบสติอารมณ์แล้วถามนางว่า “เหตุใดถึงพูดเช่นนั้น”
หมิงเวยยิ้มแต่กลับพูดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน “ท่านรู้หรือไม่ วันนั้นที่เสวียนตูกวัน ในบททดสอบสุดท้ายนั้น ข้าใช้ทางลัดและบังคับเข้าไปในหยวนเสินของอวี้หยางและเสวียนเฟยถึงจะสามารถดูดวงดาวได้”
หยางชูรู้สึกสับสนแม้แต่ดวงตาของเขาก็ยังสับสน
“เพราะว่าการพยากรณ์โชคชะตาแผ่นดินจำเป็นต้องหาดวงดาวแห่งโชคชะตาของตนเอง แต่ข้าไม่มีดาวแห่งโชคชะตา” นางพูดเสียงเบา “ข้าไม่ใช่คนในโลกนี้ แต่เป็นวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ขโมยความลับสวรรค์ถึงได้มาปรากฏตัวในเวลานี้”
หัวใจของหยางชูดิ่งลงอย่างกะทันหันได้ยินนางพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบว่า “สิ่งแปลกปลอมที่ไม่ได้เป็นของโลกใบนี้ หากผูกพันกับพวกท่านมากเกินไปมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความโกลาหลได้ เมื่อถึงเวลานั้นดวงชะตาของพวกท่านจะไหลลงสู่ขุมนรกที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ สัญญาการแต่งงาน โชคชะตาที่เกี่ยวพันกัน อาจเกี่ยวข้องกับบุตรเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นพี่ห้าหรือท่าน ข้าไม่สามารถแต่งงานกับพวกท่านได้เจ้าค่ะ”
“ข้าไม่สนใจ!” เขาโพล่งออกไปและบีบมือของนางแน่นขึ้น “ข้ามีดวงกินภรรยาอยู่