“ถึงตอนนี้มีเสือโผล่มาข้าก็ฆ่าให้ตายได้”
จากนั้นตัวฝูก็นอนหลับราวกับคนหมดสติ หมิงเวยเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วเปิดประตูเบาๆ
ใกล้วันที่สิบห้าแล้ว แสงจันทร์ข้างนอกจึงสว่างไสว นางแหงนหน้ามองดวงจันทร์แล้วนึกถึงบทกวีหนึ่ง
คนวันนี้มิเคยยลจันทร์กาลก่อน จันทร์นี้ก่อนเคยสาดส่องคนก่อนเก่า
และนางเดินทางผ่านเวลามาในช่วงเจ็ดสิบปีก่อนได้เห็นจันทร์กาลก่อนด้วยตาตนเอง แล้วยังเห็นคนในอดีตที่ที่จันทร์เก่าสาดส่องอีกด้วย
เสียงลมพัดเข้าหู นางกะพริบตาแล้วหันข้างจากนั้นก็ยกแขนขวาขึ้น ลูกศรขนาดเล็กพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ มีคนบินผ่านนางไปในระดับความเร็วที่เร็วมากจนเกิดเสียงแหลมเล็ก
หมิงเวยกระโดดตามไป เงาทั้งสองร่างประมือกันสิบกระบวนท่าราวกับเมฆเหินน้ำไหล ต่อสู้กันอย่างเต็มที่
หมิงเวยยกขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นสกัดพัดแล้วหัวเราะ “ตอนนี้ท่านอยู่ตรงหน้าข้า คงไม่สามารถเอาเปรียบอะไรได้นะเจ้าคะ”
ใบหน้าภายใต้แสงจันทร์ หากไม่ใช่หยางชูแล้วจะเป็นผู้ใดได้
“จริงหรือ” หยางชูเลิกคิ้วและก้าวไปข้างหน้าทันที
หมิงเวยก้าวขึ้นไม่กี่ก้าว และเกือบตกลงมาจากหลังคา นางจึงต้องใช้วิชาตัวเบาพลิกตัวกลับ หยางชูกลับกัดไม่ปล่อยรีบวิ่งไปข้างหน้าทันที
แผ่นหลังชิดกำแพงแสงจันทร์ถูกเงาบดบัง
หมิงเวยรู้สึกเพียงว่ามีแรงกดทับนางแน่นจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และเสียงหัวเราะอย่างมีชัยดังขึ้นข้างหูของนาง “นี่เป็นจุดอ่อนธรรมชาติของท่าน อย่างไรพละกำลังก็ไม่แข็งแกร่งเ