นหรือ”
“เพคะ” หมิงเวยยิ้มแล้วสบตากับนาง “คนที่หม่อมฉันหมั้นหมายด้วยคือลูกพี่ลูกน้องของหม่อมฉันเอง ก่อนที่ท่านแม่จากไปท่านจะพาหม่อมฉันมาที่เมืองหลวงเพื่อจัดงานแต่งงานเพียงแต่ตอนนี้หม่อมฉันอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ เรื่องแต่งงานจึงต้องรอให้พ้นช่วงนี้ไปก่อนแล้วค่อยคุยกันทีหลังเพคะ”
เผยกุ้ยเฟยมองนาง “เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่”
หมิงเวยพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม “เป็นคำสั่งของท่านแม่ที่เสียไปหม่อมฉันไม่กล้าปฏิเสธเจ้าค่ะ”
เผยกุ้ยเฟยถอนหายใจรอยยิ้มจางลงเล็กน้อย “งั้นก็น่าเสียดาย”
หมิงเวยยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีอารมณ์สนุกสนานต่อเผยกุ้ยเฟยจึงมอบกำไลหยกให้นางเป็นรางวัลแล้วให้นางในไปส่งนาง
ฮ่องเต้มองหมิงเวยที่เดินจากไปอย่างครุ่นคิดแล้วพระองค์ก็ถามเผยกุ้ยเฟยว่า “สนมรักอยากจับคู่ให้ผู้ใดหรือ”
เผยกุ้ยเฟยมีท่าทางหมดอาลัย “คนที่ฝ่าบาทก็ทราบดีหม่อมฉันจะจับคู่ให้ใครได้”
ฮ่องเต้ตอบ “นางหมั้นหมายแล้วผู้อื่นจะไม่วิพากษ์วิจารณ์หรอกหรือ”
เผยกุ้ยเฟยมีท่าทีเฉยเมย “หลายปีมานี้เขาเคยชอบแม่นางคนไหนบ้างหรือ หากทำให้เขามีความสุขได้ต่อให้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แล้วอย่างไร ชื่อเสียงของหม่อมฉันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะเพคะ”
ฮ่องเต้มีสีหน้าลำบากใจพระองค์ลูบไหล่ของนางแล้วตรัสว่า “เขาจะได้พบแม่นางที่ดีในอนาคต” พระองค์ชะงักแล้วตรัสต่อว่า “ยิ่งไปกว่านั้นแม่นางหมิงผู้นี้ดูมีความซับซ้อนไม่เหมาะกับเขาหรอก” เผยกุ้ยเ