ตุใดถึงเป็นก้อนหินก้อนหนึ่งเล่า”
หมิงเวยตอบ “ฝ่าบาทสั่งให้คนเอาออกมาพี่ห้าไม่เห็นหรือว่ามันเป็นก้อนหิน”
จี้หลิงมองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “มันค่อนข้างแปลกที่มีลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นเองท่ามกลางเมฆหมอกค่อนข้างมีความขลังไม่น้อย”
จี้เสียวอู่ยังคงไม่ยอมแพ้ “ดอกถานเชิง ไม่ควรเป็นดอกไม้หรือ”
หมิงเวยยิ้มตาหยี “ไป๋ติงเซียงไม่ใช่ดอกไม้แล้วทำไมดอกถานเชิงต้องเป็นดอกไม้ด้วยเจ้าคะ”
จี้เสียวอู่รู้สึกคลื่นไส้ ไป๋ติงเซียงในวงการแพทย์จีนหมายถึงมูลนกกระจอก…
ในตอนนั้นเองมีนักพรตเด็กเดินเข้ามาหา “แม่นางหมิง ท่านอยู่นี่พอดีเลย ท่านอาจารย์อาของพวกเขาบอกว่าการพยากรณ์ดวงดาวคราวก่อนยังมีจุดที่ไม่แน่ชัดจึงอยากสอบถามกับท่าน ไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่นี่สักครู่ได้หรือไม่”
หมิงเวยหันไปหานายท่านจี้
นายท่านจี้ตอบอย่างใจดี “ในเมื่อนักพรตเชิญหลานก็ไปเถอะ อีกสักชั่วยามพวกเราถึงจะได้ไปอย่าล่าช้าเลย” หมิงเวยตอบรับแล้วเดินตามนักพรตเด็กไป
จี้เสียวอู่อยากตามไปแต่ก็ถูกบิดาจ้องมองกลับมาจึงตอบพึมพำไปว่า “ไม่ใช่รับปากให้ข้าไปไหว้อาจารย์หรอกหรือ อีกหน่อยที่นี่ก็เป็นที่เรียนของข้านะ!”
นายท่านจี้หัวเราะเสียงเย็น “ไหว้อาจารย์ใช้เวลาไม่นาน กลับไปเตรียมของขวัญให้เรียบร้อยแล้วพ่อค่อยพามาคุกเข่าคำนับ หลังผ่านพิธีที่เป็นทางการแล้วที่นี่ถึงจะเป็นสถานศึกษาของเจ้าเข้าใจหรือไม่”
จี้เสียวอู่ไม่มีทางเลือกจึงต้องเชื่อฟังแต่โดยดี ทางด้านหมิงเวย