ารมณ์ของพระองค์ดีขึ้นมาในทันที ฮ่องเต้ก้าวเข้าไปด้วยรอยยิ้ม “คุยอะไรกันอยู่หรือถึงได้มีความสุขเช่นนี้”
“ฝ่าบาท!” เผยกุ้ยเฟยลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใส “แม่นางหมิงแสดงเคล็ดวิชาให้พวกเราชมเพคะ”
“อ้อ” ฮ่องเต้แปลกใจเล็กน้อย “แสดงเคล็ดวิชาเหตุใดถึงดีใจเพียงนั้นกัน”
เผยกุ้ยเฟยยิ้ม “ฝ่าบาทดูสิเพคะ”
ฮ่องเต้มองตามทิศทางที่นางชี้ก็เห็นกระดาษเหลืองรูปคนยืนอยู่บนโต๊ะวาดรูป มือของ ‘คน’ นั้นม้วนพู่กันและกำลังขีดเขียนบนกระดาษ
ฮ่องเต้ประหลาดใจ “นี่คือ…”
“ยอดเยี่ยมใช่หรือไม่เพคะ” เผยกุ้ยเฟยพูดด้วยความภาคภูมิใจ “มันสนุกกว่าเคล็ดวิชาที่พูดพล่ามๆ พวกนั้นเสียอีก”
แล้วเพิ่มประโยคในตอนท้ายไปว่า “วาดได้น่าเกลียดเสียจริง”
ฮ่องเต้ชำเลืองมองแล้วยิ้ม “เป็นเคล็ดวิชาที่ดี เหตุใดถึงทำให้สนุกขึ้นมาได้” แล้วหันไปมองหมิงเวย “นี่เป็นเรื่องสนุกที่เจ้าคิดขึ้นมางั้นหรือ”
หมิงเวยย่อกายและตอบกลับว่า “ขอประทานอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่มีคู่หู นี่เป็นการละเล่นที่หม่อมฉันคิดขึ้นมาเองอาจไม่สมจริงเท่าไรนักเพคะ”
เดิมทีฮ่องเต้อยากถามว่าในเมื่อกระดาษคนนี่สามารถวาดรูปได้ แล้วสามารถทำเรื่องอื่นได้ด้วยหรือไม่ หากมีของแบบนี้เล็ดลอดเข้ามาในวังไม่ใช่ว่าสอบถามข่าวสารได้หรอกนะ แต่นางพูดเช่นนี้พระองค์จึงปัดความคิดนั้นทิ้งไปสิ่งของที่เด็กสาวเอาไว้สร้างความสุขไม่จำเป็นต้องใส่ใจไว้กลับไปค่อยสอบถามกับเสวียนเฟยดีกว่า
เผยกุ้ยเฟยถามความเห็นความ