รตอบกลับอย่างไรจึงได้แต่ยิ้มอย่างสดใส
รอยยิ้มของเผยกุ้ยเฟยหายไป ในที่สุดนางก็กล่าวว่า “เจ้าคงกำลังคิดอยู่สินะว่าทำไมเปิ่นกงถึงเรียกเจ้ามา”
หมิงเวยพยักหน้าและตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “หม่อมฉันสงสัยจริงๆ เพคะ เหนียงเหนียงแทบไม่เรียกหญิงสาวนอกวังคนใดเลย หม่อมฉันจึงไม่ทราบว่าตนเองไปเข้าสายตาเหนียงเหนียงได้อย่างไร”
“เปิ่นกงเองก็แปลกใจ” เผยกุ้ยเฟยมองนาง “เจ้าเป็นสตรีผู้หนึ่งจะไปเทียบกับลูกศิษย์ของราชครูซูสิงได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น…”
ประโยคหลังยังพูดไม่ทันจบ เผยกุ้ยเฟยจึงเปลี่ยนไปถามว่า “เจ้าสามารถแข่งขันกับยอดฝีมืออย่างเสวียนเฟยได้เคล็ดวิชาคงต้องเก่งกาจมากเป็นแน่”
หมิงเวยกล่าวอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “หม่อมฉันไม่กล้ากล่าวว่าตนเองเก่งกาจหรอกเพคะ หากเทียบกับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่รู้เคล็ดวิชาอาจเรียกได้ว่าชำนาญระดับหนึ่งก็เท่านั้นเพคะ”
คำตอบนี้ทำให้เผยกุ้ยเฟยหัวเราะ “คำถามที่เจ้าตอบก่อนหน้านี้ ถึงเปิ่นกงจะรับชมแต่ก็ไม่เข้าใจ เจ้าทำให้เปิ่นกงเข้าใจได้หรือไม่ว่าเคล็ดวิชาคืออะไร”
หมิงเวยครุ่นคิด “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะแสดงให้เหนียงเหนียงได้รับชมเพคะ หม่อมฉันสามารถขออะไรบ้างอย่างได้หรือไม่เพคะ”
เผยกุ้ยเฟยกล่าวอย่างใจกว้าง “เจ้าต้องการสิ่งใดพูดมาได้เลย”
หมิงเวยตอบ “หม่อมฉันต้องการกระดาษเหลืองกองหนึ่ง ชาดแดงสองกระปุกแล้วก็พู่กัน…”
เมื่อฮ่องเต้มาถึงศาลาก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของนางในและเผยกุ้ยเฟย
อ