ระซิบ “องครักษ์เงา”
เดิมทีไม่มีผู้ใดอยู่หน้าห้องโถง แต่ทันใดนั้นก็มีคนโผล่มาจากมุมห้องและโค้งคำนับ “ฝ่าบาท”
“ไปตรวจสอบว่าก่อนที่อวี้หยางมาพบกับเจิ้นเขาไปพบผู้ใดมาก่อนหน้านี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” เงาดำเคลื่อนไหวแล้วหายลับไป แววตาของฮ่องเต้เยือกเย็น เขาทอดมองแสงจันทร์ราวกับเกล็ดน้ำแข็ง คิดจะปั่นหัวโอรสสวรรค์ เขาอยากรู้เหมือนกันว่าผู้ใดมันกล้าเช่นนี้!
……….
หมิงเวยกลับไปที่หลังเขาอีกครั้ง แสงเทียนจางๆ สะท้อนใบหน้าของทั้งสองคน
“ท่านรู้ดวงชะตาปาจื้อของเขางั้นหรือ” หมิงเวยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนหน้านี้นางถามหยางชูแต่เขาบอกว่าไม่รู้ อันที่จริงเขาได้รับรู้ว่าดวงชะตาปาจื้อของตนเองแปลกไปก็ตอนที่องค์หญิงหมิงเฉิงใกล้สวรรคต
“ดวงชะตาปาจื้อกับรูปลักษณ์ของเขาท่านอาจารย์เป็นคนเปลี่ยนเอง”
คำพูดของหนิงซิวทำให้หมิงเวยนั่งตัวตรงนางมีลางสังหรณ์ว่าสิ่งที่เขาพูดต่อไปนั้นสำคัญมาก
“ตอนนั้นเป็นปีที่ยี่สิบแปดในศักราชหยวนคัง ฤดูใบไม้ผลิเพิ่งผ่านพ้นไป ฮ่องเต้องค์ก่อนประชวรหนัก ท่านอาจารย์จึงพาข้ามาที่หยุนจิงมาที่จวนโป๋วหลิงโหว ในตอนนั้นนายท่านสองตระกูลหยางเสียชีวิตไปแล้ว ฮูหยินสองเพิ่งคลอดได้ไม่นานจึงนอนซมอยู่บนเตียง ข้าจำได้ว่าท่านอาจารย์ได้เข้าไปดูอาการของฮูหยินสอง”
“ท่านอาจารย์คุยกับองค์หญิงใหญ่เป็นเวลานานจากนั้นก็แอบไปทำพิธีในห้องมืด แต้มชาดที่กลางหน้าผากของเขาท่านอาจารย์เป็นคนแต้ม