ห้เขาตกใจมาก แต่โชคดีที่เห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ชัดเจนทันเวลา
“ท่านมานั่งทำอะไรตรงนี้กัน ทำผู้อื่นตกใจหมด!”
หนิงซิวนั่งขัดสมาธิมีกู่ฉินวางอยู่ด้านหน้า มือวางลงบนสายแต่ไม่ขยับไปไหน เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดออกมาแค่สองคำ
“นึกภาพนิมิต”
“…บ้าไปแล้ว!” หยางชูพึมพำพลางนั่งลงแล้วกวักมือเรียกหมิงเวย “เข้ามาเถอะ”
หมิงเวยเข้ามาในห้องแล้วทำความเคารพหนิงซิว “อาจารย์”
ต่อหน้าหนิงซิวหมิงเวยเป็นคนสุภาพและมีมารยาทตลอด หนิงซิวพยักหน้าแล้วมองกู่ฉินของตนเองเหมือนนึกอะไรสักอย่าง หรือจะเรียกว่าเหม่อลอยดี
“พูดมาได้เลย ท่านทำบ้าอะไรกัน” หยางชูถาม
หมิงเวยมองไปที่หนิงซิว ถึงแม้เขาจะโหดร้ายแต่นางเชื่อในตัวศิษย์พี่คนนี้อย่างสุดหัวใจจึงพูดขึ้นว่า “มีเรื่องหนึ่งที่ท่านน่าจะยังไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือ” หยางชูพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วจัดแก้วสุราที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ
“ฝ่าบาทสงสัยว่าท่านเป็นดาวมาร”
“ตึง…”
“เคร้ง!”
คนแรกที่ปล่อยมือคือหนิงซิว เขาดึงสายกู่ฉินออกส่วนคนหลังเป็นหยางชูที่กำถ้วยจนแตก
“เกิดอะไรขึ้น” หนิงซิวยืนขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าพวกเขา
หมิงเวยถ่ายทอดคำพูดของเสวียนเฟย “….ข้าได้ดูดวงชะตาปาจื้อซึ่งเหมือนกับที่ท่านเคยเขียนให้ข้าดู”
สีหน้าของหนิงซิวแปลกไปเขาถามหยางชู “ศิษย์น้องนำดวงชะตาปาจื้อให้นางดูทำไมหรือ”
แววตาของเขาฉายแววตกใจ เดิมทีหยางชูรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาถูกเรียกสติให้กลับสู่โลกแห่งควา