มเป็นจริงจากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“จับคู่! ไม่ได้หรืออย่างไร” นี่มันใช่เวลามาพูดเรื่องนี้หรือต้องเข้าเรื่องสำคัญเลยสิ
“จริงหรือ”
หยางชูไม่สนใจเขาแล้วถามหมิงเวย “เพราะฉะนั้นท่านเลยให้เสวียนเฟยไปก่อเรื่องงั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ” หมิงเวยตอบ “เรื่องได้เกิดขึ้นแล้วหากฝ่าบาทคิดจะลงมือกับท่าน ต้องรอให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อนแล้วค่อยพูด” แววตาของหยางชูดูสั่นไหวภายใต้แสงตะเกียง
หมิงเวยถอนหายใจเงียบๆ นางดึงมือของเขา จากนั้นดึงปิ่นปักผมออกมาแล้วปัดเศษกระเบื้องบนฝ่ามือของเขา
นางปัดไปพูดไปว่า “ดูจากท่าทางของฝ่าบาทแล้วคำถามของท่านก่อนหน้านี้คงได้รับคำตอบแล้วเจ้าค่ะ”
หยางชูเงียบและฟังนางพูดต่อว่า “หากท่านเป็นบุตรนอกสมรสของพระองค์จริงๆ ต่อให้ท่านเป็นดาวมารพระองค์คงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้แน่” หยางชูก้มหน้าไม่พูดอะไรอยู่นาน
เขาพบว่าตนเองไม่ได้รู้สึกดีใจ พูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่ดีใจทั้งนั้น
หากเขาเป็นบุตรนอกสมรสของฝ่าบาทจริงๆ หมายความว่าคำพูดที่สะใภ้หลูด่าตนนั้นถูกต้อง แต่หากเขาไม่ใช่หมายความว่าตนไม่มีความใกล้ชิดกับตระกูลหยาง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ก็แค่มีกุ้ยเฟยเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด และตอนนี้ก็เป็นอนุของผู้อื่นอีก เขาเหมือนอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ
เขาถามเสียงเบา “ถ้าเช่นนั้นคำพูดสุดท้ายของท่านย่าหมายความว่าอย่างไรกัน”
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ” หมิงเวยส่ายหน้า “อันที่จริงมีอยู่เรื่อ