หยางยิ้มบาง “ข้าจะทำอะไรศิษย์น้องก็เห็นแล้วนี่ ข้าแค่นึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้จึงไปทูลฝ่าบาทไม่กี่ประโยคแค่นั้นเอง ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากทูลไปแล้วฝ่าบาทให้ข้าเดินทางมาที่หอดูดาวด้วยกัน”
“ไม่กี่ประโยคงั้นหรือ” มุมปากของเสวียนเฟยยกขึ้นอย่างเย้ยหยันแล้วพูดแทงใจอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ “เนื้อหาของประโยคไม่กี่ประโยคนั้นคงเป็น ผู้ใดคือดาวมารตัวจริงใช่หรือไม่”
อวี้หยางใจเต้นเขาพยายามสงบสติอารมณ์ “ศิษย์น้องเสวียนเฟย โปรดยกโทษให้ข้าด้วยที่ไม่สามารถตอบได้ ข้ารับปากฝ่าบาทไว้แล้วว่าห้ามแพร่งพรายออกไป”
เสวียนเฟยแค่นหัวเราะ “ห้ามแพร่งพรายออกไป ศิษย์พี่คิดว่าใช้ฝ่าบาทกดดันข้าแล้วจะปิดปากข้าได้งั้นหรือ ถึงแม้วันนี้ข้าจะไม่ได้ตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่คำพูดเช่นนี้ข้าไม่มีทางพูดออกไปแน่!”
“ศิษย์พี่จำได้หรือไม่คำพูดที่ท่านอาจารย์เตือนพวกเรา โหราศาสตร์ที่ท่านเห็น โชคชะตาที่คำนวณได้ ก่อนที่จะกลายเป็นจริงมันก็เป็นเพียงลมปากเท่านั้น! ตราบใดที่มันไม่เกิดขึ้นสักวันมันก็จะเป็นเท็จ ในฐานะเสวียนชื่อจะต้องดูแลรักษาคำพูดของตนเองให้ดีเพราะคำพูดของเราที่เอ่ยออกไปอาจฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้!”
“แต่ตอนนี้ศิษย์พี่ทำอะไรอยู่ แม้จะมองเห็นดาวมาร แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด ท่านมุทะลุเช่นนี้ต่างจากการฆ่าคนตรงไหนกัน”
แต่ละประโยคที่กล่าวมาทำให้อวี้หยางข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขาพูดว่า “ศิษย์น้องเสวียนเฟย เจ้าไม่สามารถกล่าววาจาไร้สาระตลอดเวลาได้ แต่