ท่านระบายความโกรธโดยที่ไม่ว่าอะไรได้นะเจ้าคะ”
หยางชูยิ่งโกรธมากขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้ระบายมันออกไป เขาระงับอารมณ์ตนเองอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดว่า “ท่านพูดอะไรหน่อย ตอนนี้ท่านควรปลอบข้าไม่ใช่หรือ”
หมิงเวยกะพริบตา “อ้อ”
แล้วนางก็ยื่นมือไปลูบศีรษะเขา “อย่าโกรธเลยเด็กดี”
“….”
“ขี้เกียจพูดกับท่านแล้ว!” แก้มของเขาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารีบเดินออกไปข้างนอกแต่ก็ไม่ทันระวังตัวศีรษะไปโขกกับวงกบประตูเข้าให้
หมิงเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
หยางชูได้ยินเสียงหัวเราะก็ยิ่งหัวเสียเขาแค่นหัวเราะแล้วเดินออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อร่างของเขาพ้นสายตาไปรอยยิ้มของหมิงเวยก็หายไป นางมองชาที่เหลืออยู่บนโต๊ะ
ปฏิกิริยาของหนิงซิวแปลกมากเขาคงไม่ได้พูดความจริงออกมาทั้งหมดเป็นแน่ หยางชูเกิดในจวนโหวถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนโต สำหรับเขาแล้วการให้ออกจากเมืองหลวงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากไม่มีสาวใช้ล้อมรอบ ไม่ได้อยู่ดีกินดี ให้เขาไปใช้ชีวิตอย่างชาวยุทธภพเป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการได้
เหตุใดองค์หญิงถึงต้องการให้เขาจากเมืองหลวงไปด้วย เมืองหลวงมีอันตรายอะไรกันแน่ถึงทำให้นางคิดว่าหากหยางชูอยู่นอกเมืองหลวงจะดีกว่า แล้วจู่ๆ องค์หญิงก็มาเสียชีวิตกะทันหันเช่นนี้ อีกทั้งคำพูดที่นางทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตอีก
มีหลายเรื่องที่ดูไม่เข้าท่า เสียงเคาะบอกเวลาว่าตอนนี้เป็นเวลายามสี่แล้ว
หมิงเวยลุกขึ้นบิดขี้เกียจเตรียมตัวกลับไปพักผ่อน คดี