ได้”
เป็นยอดฝีมือนิรนามงั้นหรือ หมิงเวยส่ายหน้าเรื่องนี้นางไม่สามารถละเว้นได้ ยอดฝีมือบางคนมีนิสัยประหลาด ชื่อแซ่ของพวกเขาไม่ถูกบอกเล่าต่อกันมา
นางครุ่นคิดแล้วพยักเพยิดหน้าไปทางหยางชู “ท่านไม่ได้บอกว่าเขาเป็นศิษย์น้องหรอกหรือ เหตุใดถึงบอกว่าตนเองเป็นผู้สืบทอดเพียงผู้เดียวเล่าเจ้าคะ”
หนิงซิวตอบกลับไปว่า “กฎของสำนักเราเป็นเช่นนี้แม้รับศิษย์มามากมาย แต่คนที่ได้รับถ่ายทอดวิชานั้นมีแค่คนเดียว ข้ากับศิษย์น้องเป็นศิษย์ท่านอาจารย์เหมือนกัน แต่มีเพียงลูกศิษย์ของข้าเท่านั้นที่จะได้รับสืบทอดต่อถึงศิษย์น้องรับลูกศิษย์เข้ามาแต่เขาจะไม่ถูกนับอยู่ในกลุ่มผู้สืบทอด”
หมิงเวยชะงัก “กฎนี้มาจากไหนกันหรือเจ้าคะ”
“ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่อาจารย์ท่านใดเป็นคนตั้งไม่มีผู้ใดทราบได้”
หมิงเวยมองเขาแววตาของนางเปลี่ยนไป
หยางชูรู้สึกว่านางผิดปกติจึงถาม “เป็นอะไรหรือ”
หมิงเวยส่ายหน้า แต่ในใจราวกับมีคลื่นที่โหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง
กฎนี้เป็นกฎของปรมาจารย์แห่งชีวิต!
เช่น ท่านอาจารย์ของนางมีลูกศิษย์สองคนคือนางกับศิษย์น้อง เมื่อเสร็จสิ้นการถ่ายทอดความรู้ ท่านอาจารย์ต้องเลือกศิษย์หนึ่งคนเพื่อส่งต่อป้ายคุ้มกันให้ มีเพียงคนที่ได้ครอบครองป้ายคุ้มกันของปรมาจารย์แห่งชีวิตเท่านั้นที่นับเป็นผู้สืบทอดปรมาจารย์แห่งชีวิต ส่วนศิษย์น้องแยกตัวออกไปตั้งสำนักอื่น
อาจารย์ของหนิงซิวมีที่มาอย่างไรกันแน่ เหตุใดกฎถึงได้เหมือนกฎของปรมาจารย์แห