ีกเขาเป็นซะส่วนใหญ่ ยันต์ก็เหลือแค่สองแผ่นคงหลบไม่พ้นอีกแล้ว ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียง ‘ติง’ คลื่นเสียงระเบิดขึ้นปะทะกับยันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแผ่นจนร่วงหล่นลงมา
เสียงกู่ฉินงั้นหรือ ดวงตาของเขาฉายแววสงสัยเขาหยุดการโจมตีลง
หากคิดจะสู้ต่อคงเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย อีกฝ่ายมีสามคนซึ่งแต่ละคนฝีมือไม่ด้อยไปกว่าศิษย์น้องเลยสักนิด
อย่างไรก็ตามเขารู้สึกคุ้นเคยกับคลื่นเสียงนี้ เขาหยุดการโจมตีแล้วหันหน้าไปอีกทาง “พี่หนิง เป็นท่านหรอกหรือ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดเคลื่อนไหวหมิงเวยจึงหยุดตาม นางหายใจหอบเล็กน้อยแล้วหันหน้าไปมองคนที่โจมตีตนชัดๆ
ศิษย์พี่ของจวินโม่หลีงั้นหรือ ทำไมศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนนางไม่มีเวลาได้ทำความเข้าใจสิ่งใด จากนั้นก็มีร่างๆ หนึ่งกระโจนออกมาจากความมืด ใบหน้าแสนเย็นชา เสื้อผ้าพลิ้วไหวไปตามสายลมเป็นหนิงซิวที่ยืนถือกู่ฉินอยู่
“พี่เสวียนเฟยไม่เจอกันนานนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เป็นท่านจริงๆ ด้วย” บุรุษที่ถูกอีกฝ่ายเรียกว่าเสวียนเฟยยิ้ม “ผ่านไปไม่กี่ปี ไม่คิดว่าจะได้พบกับท่านในเมืองหลวง”
หนิงซิวแก้ไขคำพูดอีกฝ่าย “แค่ปีครึ่งไม่ใช่ไม่กี่ปี”
“….”
สีหน้าของเสวียนเฟยเหมือนทำอะไรไม่ถูก “ท่านยังคงอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ เหตุใดวันนี้ท่านถึงได้ลงมือกันท่านกับแม่นางคนนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรหรือ”
หนิงซิวตอบ “ข้าไม่มีค