ะโกนขึ้นมาว่า
“จับได้แล้ว!” บุรุษผู้นั้นโบกมือแล้วเจ้าหน้าที่ที่แอบซุ่มอยู่ก็พุ่งออกมามัดพวกเขาเอาไว้
ตอนนี้ใกล้สิ้นยามไห้ บนถนนไร้ผู้คน อย่างไรก็ตามมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกเวลา ประจวบเหมาะกับเวลานี้มีคนสองคนออกมาจากร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่และมุ่งหน้าไปที่ประตูเมือง
ทั้งสองคนเป็นบุรุษรุ่นเยาว์ คนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบใบหน้าหล่อเหลาโครงคิ้วยกสูง ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่าไม่มากดูสง่างามพริ้มเพรา
ทั้งสองคนเดินไปพูดไปว่า “ศิษย์พี่ องค์ชายรองเชื้อเชิญพวกเรา เหตุใดท่านต้องปฏิเสธด้วยเล่า” คนที่พูดก็คือจวินโม่หลี ส่วนอีกคนต้องเป็นศิษย์สำนักเสวียนตูกวันที่หมิงเวยแอบฟังพวกเขาคุยกันแน่นอน
เขาสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อท่าทางของเขาดูสบายๆ “เจ้าดูไม่ออกหรือว่าหากข้าตอบตกลงไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ”
“แน่นอนว่าข้ารู้” จวินโม่หลีไม่พอใจ “ศิษย์พี่คิดว่าข้าโง่ขนาดนั้นเลยหรือ”
“ในเมื่อรู้แล้วเจ้าจะพาข้ามาที่นี่ทำไมกัน อย่าลืมสิว่าท่านอาจารย์เคยเตือนพวกเราว่าอย่างไร คนในเสวียนเหมินควรปลีกตนเองออกจากสังคม ไม่แทรกแซงการเมืองซึ่งจะนำไปสู่การทำลายล้างได้”
จวินโม่หลีกังวล “ที่ศิษย์พี่กล่าวมาข้ารู้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันเวลาไหนแล้ว เจ้าอวี้หยางหยิ่งผยองเช่นนั้น คงไม่ใช่ได้รับความโปรดปรานจากไท่จื่อแล้วหรอกหรือ ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องการแทรกแซงการเมือง แต่สถานการณ์บีบบังคับให้เรามาถึงจุดนี้ พวกเราเสวียนตูกวันแตกต่างจากเสว