ยมไปด้วยความอ่อนโยน สง่างามราวกับเสียงกู่ฉินซึ่งไม่สามารถบรรยายออกมาได้
จวินโม่หลีพูด “ช้าเกินไปแล้ว! ตอนนี้คนในสำนักถูกอวี้หยางซื้อใจไปหมดแล้ว เจ้านั่นทำตัวเหมือนจะได้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป น่ารังเกียจจริง!” หมิงเวยชะงัก
อวี้หยางน่าจะเป็นนามแฝงของนักพรต ศิษย์ในเสวียนตูกวันมีการแยกระหว่างผู้ออกบวชกับฆราวาส ผู้ออกบวชจะมีนามแฝง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ออกบวชนั้นจะเหมือนกับจวินโม่หลียังคงใช้ชื่อแซ่ที่บิดามารดาตั้งให้
ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส มีเพียงเรื่องเดียวคือเจ้าสำนักต้องเป็นนักบวช นางจำได้ว่าเจ้าสำนักคนต่อไปไม่ได้มีนามว่าอวี้หยาง
คนผู้นั้นหัวเราะเบาๆ “เขาชอบเช่นนั้นเจ้าจะไปยุ่งอะไรด้วย”
“ข้าเป็นเดือดเป็นร้อนแทนศิษย์พี่ไม่ได้หรือ ตอนที่ท่านอาจารย์ยังอยู่ คนที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุดก็คือศิษย์พี่ ผู้ใดจะรู้ว่าพวกอาวุโสได้ส่งท่านไปออกไปพเนจรเพื่อให้ท่านได้เพิ่มพูนความรู้ และกลับมารับช่วงต่อในฐานะเจ้าสำนัก ตอนนี้ท่านอาจารย์จากไปก่อนอวี้หยางกลับมาวางมาดว่าเขาเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป ศิษย์พี่กลับมาแล้วคงไม่รู้ว่าเขากำลังทำให้ท่านตกที่นั่งลำบาก”
อีกฝ่ายพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ หากเรียงตามลำดับแล้ว ตำแหน่งเจ้าสำนักก็ควรส่งต่อให้เขา”
จวินโม่หลีหัวเราะเยาะ “เสวียนตูกวันของพวกเราล้วนมองผู้ที่มีความสามารถมาโดยตลอด ผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดจะได้เป็นเจ้าสำนักไม่มีการรับสืบ