ียกเจ้าออกมา พวกนางจะ…ฮืออ…” ซุนเว่ยก้มหน้าร้องไห้
“แล้วทำไมเจ้าถึงได้มาเรียนอยู่ที่นี่ล่ะ ในเมื่อไม่ต้องเข้าสอบรับราชการ”
ซุนเว่ยเช็ดน้ำตาก่อนกล่าว “ครอบครัวของข้าเป็นบัณฑิตหากเข้าเรียนสถานศึกษาหมิงเฉิงแล้วถูกไล่ออกมาผู้อื่นจะมองอย่างไรกัน”
“….” หมิงเวยพูดไม่ออก นางป่วยหรือเปล่า ชื่อเสียงมันสำคัญเพียงนั้นเลยหรือ
พูดถึงเรื่องนี้ซุนเว่ยก็หนาวจนตัวสั่นระริก “พวกนางต้องคิดหาวิธีจัดการข้าเป็นแน่ ข้าจะทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี…”
หมิงเวยมองนาง “เดิมทีวันนี้เจ้าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ข้าจึงไม่อยากใส่ใจเจ้า แต่เห็นแก่เจ้าที่ตกอยู่ในสภาพน่าสงสารเช่นนี้ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ซุนเว่ยมองนางด้วยความแปลกใจ
หมิงเวยมองซ้ายมองขวาจากนั้นก็ลุกขึ้นหักกิ่งไม้ นางหยิบมีดเล่มเล็กออกมาแล้วลงมือทำนกหวีดแบบง่ายๆ นางใช้ท่านิ้วมือ ร่ายพลังและปิดผนึกพลังบางส่วนไว้ในนั้น
“เอ้า จากนี้ถ้าพวกนางรังแกเจ้าอีกให้เจ้าเป่าสิ่งนี้แล้วจะมีเซียนมาช่วยเจ้า จำไว้ว่าเจ้ามีโอกาสแค่สามครั้งเท่านั้น” ซุนเว่ยรับนกหวีดนั้นมาด้วยความมึนงง
หมิงเวยตบหัวนางเบาๆ “เจ้าอย่าได้ลองสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ ใช้หนึ่งครั้งโอกาสหมดไปหนึ่งครั้ง” พูดจบนางก็เดินออกจากสถานศึกษาไป
หมิงเวยหรี่ตามองพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน ซุนเว่ยเป็นหัวหน้ามีหน้าที่รับผิดชอบบันทึกพฤติกรรมนักเรียนในห้องหลังจากนี้หากต้องโดดเรียนโดยไม่ให้ครอบครัวรู้หมิงเวยคงปิดบังนางไม่ได้…
หมิงเวยเปลี่