ยอวี้คิดได้ว่านี่เป็นการเข้าเรียนวันแรกของนางจึงบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าพูดมาเถอะ หากเจ้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดผู้คุมกฎจะให้ความยุติธรรมกับเจ้าเอง”
หมิงเวยมองซุนเว่ยจากนั้นก็มองเหวินหรูและพรรคพวกแล้วแสดงสีหน้าลำบากใจ “ข้า ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเจ้าค่ะ…”
ผู้คุมกฎขมวดคิ้ว “อะไรคือไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ความจริงเป็นอย่างไรพูดออกมาเลย!”
“หากข้าพูดออกไป อาจารย์จะไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ถ้าเจ้าไม่พูดข้าก็จะตำหนิเจ้า!”
หมิงเวยมีท่าทีเหมือนคนหมดหนทาง “ถ้าอย่างนั้นข้าพูดได้เพียงว่า…เมื่อครู่ข้าทำกิจกรรมอยู่ที่สนามแล้วจู่ๆ หัวหน้าซุนก็มาเรียกข้าบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย…”
นางไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย ซุนเว่ยเรียกนางได้อย่างไรเหวินหรูกดดันนางอย่างไร นางจะเล่าให้ชัดเจนเลย
“ก่อนหน้านี้ที่ห้องอาหาร ข้ามีเรื่องไม่พอใจต่อคุณหนูสี่ตระกูลเหวิน คุณหนูสามตระกูลเหวินให้ข้าคำนับขอโทษ หากขอโทษอย่างเดียวก็จบแล้ว แต่จะให้โขกหัวคำนับได้อย่างไร ฟ้า ดิน กษัตริย์ บรรพบุรุษ วิญญูชน พวกเราคำนับบูชาต่อทั้งห้านี้เท่านั้นจะให้คำนับผู้อื่นตามใจชอบได้อย่างไร พอข้าไม่ตอบรับพวกนาง…พวกนางก็พุ่งเข้ามาหาข้า ข้ากลัวมากแล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ พวกนางดูเหมือนจะกลัวอะไรบางอย่างจากนั้นก็วิ่งหนีไป”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาไร้เดียงสา “เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเองก็ยังสับสน ท่าทีของพวกนางเมื่อครู่ เหมือ