มณ์ไม่ค่อยดีจึงมาหานางเพื่อหาเพื่อนคุยใช่หรือไม่ ตั้งแต่กลับมาที่เมืองหลวงดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ดีบ่อยขึ้น
“ท่านไม่อยากพูดเรื่องอื่นถ้าอย่างนั้นฟังข้าเป่าขลุ่ยดีหรือไม่” หยางชูพยักหน้าเงียบๆ
หมิงเวยจึงหยิบขลุ่ยออกมาและนำไปแตะที่ริมฝีปาก เสียงขลุ่ยสะอื้นแผ่วเบา คลอเคล้าไปกับสายลมยามค่ำคืน ท่วงทำนองช่างสงบราวกับไร้ความรู้สึก
หยางชูฟังอยู่นานเมื่อเห็นว่าผู้คนกลับห้องพักผ่อนไปนางจึงหยุดเป่า
เขารู้ดีว่าตนเองควรกลับได้แล้ว แต่ร่างกายกลับบอกเขาอย่างซื่อสัตย์ว่าไม่ต้องการกลับไปหลังจากต่อสู้กับตนเองอยู่นานในที่สุดก็ลุกขึ้นยืน
“ข้าไปล่ะ เรื่องที่ท่านให้ข้าไปสอบถามได้เรื่องแล้วถ้ามีข่าวที่แน่ชัดเมื่อไรข้าจะมาแจ้งท่าน”
หมิงเวยพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ”
เขาลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดเขาก็กระโดดหายเข้าไปในความมืด หมิงเวยกระโดดลงจากหลังคาแล้วมองไปยังคนที่อยู่ภายในเงาของกระถางดอกไม้ “ฟังพอหรือยัง”
จี้เสียวอู่แค่นหัวเราะ “เจ้ายังมีสามัญสำนึกของความเป็นคู่หมั้นอยู่หรือไม่ เหตุใดจึงต้องนัดเจอกันกลางดึกอยู่เสมอด้วย” หมิงเวยหัวเราะออกมาเบาๆ
จี้เสียวอู่ไม่พอใจ “มีอะไรให้น่าหัวเราะกัน! หากเป็นเช่นนี้อีกข้าจะไปบอกท่านพ่อท่านแม่!”
“แล้วทำไมท่านไม่พูดล่ะ” จี้เสียวอู่ชะงัก
หมิงเวยพูดด้วยความจริงใจ “พี่ห้าท่านช่างเป็นคนดีจริงๆ”
ใบหน้าของจี้เสียวอู่เปลี่ยนเป็นสีแดง เขาเหลือบตามองบน “ไร้สาระ!”
พอหันกลับไปและเดินไป