หลังจากเงียบไปนานเขาก็พูดต่อไปว่า “หลังท่านย่าเสียไปไม่นาน ท่านปู่ก็เสียตามท่านไป ในปีที่ไว้ทุกข์นั้นข้าไม่รู้เลยว่าตัวเองผ่านมาได้อย่างไร ทุกๆ วันใช้ชีวิตผ่านไปอย่างงงงวย ข้าทำได้แค่เพียงฝึกซ้อมให้เสียเหงื่อในห้องทุกวันเพื่อที่จะได้รู้สึกมีชีวิตชีวา ช่างน่าขำข้าคิดมาตลอดว่าท่านพ่อท่านแม่เสียไปแล้ว แต่ที่แท้พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่”
หมิงเวยไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ แต่เมื่อมาคิดดูอีกทีท่านพ่อไม่ใช่ท่านพ่อของนาง ท่านแม่ก็ไม่ใช่ท่านแม่ของนาง ตนเองเกิดมาท่ามกลางความวุ่นวายที่ใหญ่หลวงมันก็น่าจะไม่สบายใจเท่าใดนัก
“ข้าไม่รู้ว่าควรเกลียดผู้ใด คนบนโลกมักพูดเสมอว่าไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดแค่ไหนก็ไม่สามารถเกลียดบิดามารดาของตนเองได้หรือว่าข้าต้องเกลียดท่านย่าที่รักข้ามาสิบหกปีงั้นหรือ”
“ท่านย่าเป็นคนใจดีมากด้วยชาติกำเนิดของข้าท่านสามารถเลี้ยงดูข้าอย่างสุดหัวใจมานานกว่าสิบปี ในตอนที่บิดาของอาหว่านเกิดเรื่องเป็นท่านย่าที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องนางไว้…”
หมิงเวยครุ่นคิด “จริงๆ แล้วท่านรู้สึกผิดต่อนางใช่หรือไม่เจ้าคะ นางเป็นคนที่ดีขนาดนั้น แต่เพราะท่านนางถึงต้องทนทุกข์มาสิบกว่าปีจะเกลียดก็เกลียดไม่ลง”
ใบหน้าที่ถูกปิดด้วยแขนเสื้อหันมา “ข้าแค่อยากพูดออกมาไม่ได้ต้องการให้ท่านปลอบใจเสียหน่อย”
หมิงเวยเงยหน้าขึ้นมองฟ้านี่เป็นความรู้สึกอายที่ถูกหักหน้าใช่หรือไม่ ช่างเถอะ เห็นเขาดูย่ำแย่ถึงเพียงนี้จะ